posttoday
เบ่งกล้ามงบ"55รักษาคะแนนนิยม

เบ่งกล้ามงบ"55รักษาคะแนนนิยม

13 กรกฎาคม 2554

นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย (พท.) สารพัดร้อยแปดพันเก้า

นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย (พท.) สารพัดร้อยแปดพันเก้า

โดย...ทีมข่าวการเงิน

นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย (พท.) สารพัดร้อยแปดพันเก้า เริ่มออกฤทธิ์เป็นบูเมอแรงย้อนกลับเข้าปักอกรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ “แม่ปูยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แรงขึ้นทุกที

เพราะนโยบายหลายอย่างไม่สามารถทำได้ทันทีอย่างที่คุยหาเสียงกับพี่น้องประชาชนไว้

ทำให้ทีมเศรษฐกิจของ พท.นั่งก้นไม่ติด ดิ้นหาทางลงเพื่อให้เจ็บตัวน้อยที่สุด

ล่าสุดทีมเศรษฐกิจ พท.เรียกผู้บริหารกระทรวงการคลังปิดห้องคุยลับ เพื่อหารือเรื่องทำงบประมาณรายจ่ายปี 2555 โดยกำชับทุกคนที่อยู่ในห้องห้ามเปิดเผยข้อมูลอย่างเด็ดขาด

เพราะกลัวว่าจะเป็นข่าวใหญ่ และจะถูกนำไปวิเคราะห์ข้อจำกัดในการทำนโยบายต่างๆ จนนโยบายหาเสียงต่างๆ สะท้านสะเทือน

แม้กระนั้นก็ตาม นกกระจิบนกกระจาบก็ยังคาบข้อมูลมาบอกว่า เป้าหมายของทีมเศรษฐกิจ พท.ที่มีแม่ปู ยิ่งลักษณ์ นั่งเป็นประธานหัวโต๊ะสั่งการคือ...

ต้องการรื้อกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 เดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ทำไว้ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายรวม 2.25 ล้านล้านบาท ประมาณการรายได้ไว้ 1.9 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท เป็นการขาดดุลลดลง 7 หมื่นล้านบาท เพื่อให้งบประมาณเข้าสู่ภาวะสมดุลภายในปีงบประมาณ 2558

เบ่งกล้ามงบ"55รักษาคะแนนนิยม

ทีมเศรษฐกิจ พท.ดีดลูกคิดรางแก้วแล้วก่ายหน้าผาก เพราะกรอบงบประมาณเดิมนั้น ไม่เอื้อต่อการทำนโยบายต่างๆ ของพรรค

ทางทีมเศรษฐกิจจึงต้องการเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำเม็ดเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นไปจัดสรรตามนโยบายประชานิยมและโครงการลงทุนที่ พท.ต้องการผลักดันให้เป็นจุดขายทางการตลาดหาเสียงทางการเมือง

หลังจากกุมขมับกับการปิดห้องพูดคุยกันลับๆ ทีมเศรษฐกิจ พท. และ “แม่ปู” จึงเคาะโต๊ะให้ “อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ปลัดกระทรวงการคลัง และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปหาวิธีตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 5 หมื่นล้านบาท ทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีขยายวงเป็น 2.3 ล้านล้านบาท โดยยอมให้เพิ่มงบขาดดุลงบประมาณเป็น 4 แสนล้านบาท เพราะยังอยู่ในกรอบการทำงบประมาณแบบขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย

ล้วงลึกลงไปในรายละเอียด ก็พบว่างบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้น พท.และรัฐบาลใหม่จะนำไปเติมเต็มในงบลงทุนของประเทศ เพื่อผลักดันโครงการลงทุนที่ พท.ชูโรงหาเสียงไว้ คือ ทำรถไฟฟ้า 10 สาย และสร้างเขื่อนถมทะเลสร้างเมืองใหม่ 3 แสนไร่ เป็นด้านหลัก

ในส่วนของการทำรถไฟฟ้า พท.ตั้งเป้าเริ่มก่อสร้างทุกสายภายใน 4 ปี และสร้างให้เสร็จภายใน 10 ปี ส่วนหนึ่งเพื่อลดแรงกดดันในสัญญาที่จะทำค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ตอนแรกหาเสียงไว้เหมือนกับว่าพอเข้ามาเป็นรัฐบาลปุ๊บก็ทำได้ทันที

แต่ปรากฏว่า พอถูกเลือกมาเป็นรัฐบาล รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กลับทำไม่ได้ทันที แถมต้องรออีกนาน ให้การก่อสร้างทั้ง 10 เส้นทางเสร็จก่อน ซึ่งหมายความว่า คนจะได้นั่งรถไฟฟ้าถูกก็ต้องรอนานอีก 10 ปี เป็นอย่างน้อย

ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจ พท.จึงแก้ลำหาทางออก โดยการผุดรถไฟฟ้าสายใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อเก็บค่าโดยสาย 20 บาท ในสายใหม่ที่สร้างขึ้นไปก่อน จะได้มีข้ออ้างว่าทำได้ 20 บาทบางเส้นทาง แม้จะไม่ได้ 20 บาทตลอดสาย

ขณะที่โครงการลงทุนสร้างเขื่อนถมทะเลสร้างเมืองใหม่ 3 แสนไร่ น่าจะเป็นโครงการที่ทีมเศรษฐกิจ พท.เดินหน้าต่อไปตามใบสั่งนายใหญ่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะไอเดียบรรเจิดต้องการถมที่บริเวณริมแม่น้ำบางปะกงไปจรดแม่น้ำท่าจีนประมาณ 1 แสนไร่ มาขายหารายได้เข้าประเทศได้ 2 ล้านล้านบาท

ดังนั้น การเดินหน้าโครงการถมทะเลสร้างเมืองใหม่ จึงต้องการงบประมาณจำนวนหนึ่งมาลงทุนศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้เป็นจุดขายทางการตลาดของ พท.ที่คิดใหม่ทำใหญ่ ล้ำหน้าคู่แข่งอยู่เสมอ

ด้วยเหตุและผลเช่นนี้ ทำให้รัฐบาล พท.จึงต้องเบ่งกล้ามสร้างงบประมาณนำเงินมาสานฝันสร้างเมืองใหม่ให้เป็นจริงเป็นจังให้ได้

นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำที่ล็อกไว้และไม่สามารถเพิ่มเม็ดเงินให้มากขึ้น ทางทีมเศรษฐกิจ พท.ก็จะมีการรื้องบในบางส่วน เช่น เงินงบประมาณที่ถูกตั้งไว้ 8.5 หมื่นล้านบาท ในโครงการรับประกันรายได้เกษตรของรัฐบาลชุดเก่ามาจัดสรรเพื่อทำโครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดแทน

เงินงบประมาณในโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือรักษาฟรีทุกโรค ก็จะมีการถอนลงมา เพราะรัฐบาลใหม่จะเปลี่ยนมาเป็นโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคเหมือนเดิม ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มจากการเก็บค่ารักษา และจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้ในโครงการนโยบายอื่น เช่น จ่ายเบี้ยคนชราเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 500 บาท เป็นเดือนละ 600-1,000 บาท ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณเพิ่มจากปีละ 3 หมื่นล้านบาท เป็น 4.5 หมื่นล้านบาท

เบ่งกล้ามงบ"55รักษาคะแนนนิยม

อย่างไรก็ตาม การเบ่งงบประมาณปี 2555 ถือว่าจัดทำไม่ได้มาก เพราะยังมีข้อจำกัดการเก็บรายได้ ที่ไม่มีการขยายฐานภาษีใหม่ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% จึงต้องเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ เพื่อเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม

นอกจากนี้ การกู้เงินก็มีข้อจำกัดทางกฎหมาย แม้ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ในระดับต่ำ 41-42% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ห่างจากกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ต่อจีดีพี แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถกู้ได้ตามใจชอบจนชนเพดาน เพราะมีกฎหมายงบประมาณและการบริหารหนี้ล็อกไว้อีกชั้นหนึ่ง

ประกอบกับทีมเศรษฐกิจ พท.ก็ยังไม่ต้องการโหมกู้เงินมาทำนโยบายต่างๆ ที่หาเสียงไว้จำนวนมาก เพราะอาจจะกลายเป็นเป้าถูกโจมตีทางการเมืองว่า กลืนน้ำลายตัวเองต่อว่ารัฐบาลเก่าดีแต่กู้ แต่พอเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ดันมากู้เพิ่มเสียเอง ส่งผลให้งบประมาณเข้าสู่ภาวะสมดุลตามที่ตั้งเป้าไว้ไม่ได้

นอกจากนี้ การเพิ่มงบประมาณได้ไม่มาก เพราะไม่ต้องการเพิ่มแรงต่อต้านและตรวจสอบจากฝ่ายนักวิชาการ ที่ต้องการให้รักษาวินัยการเงินการคลัง

ก่อนหน้านี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาแสดงความเห็นว่า รัฐบาลควรทำยึดกรอบงบประมาณเดิม ไม่ควรทำงบขาดดุลเพิ่ม เพราะเศรษฐกิจปัจจุบันไม่มีความจำเป็นต้องกระตุ้นมากจนอาจมีปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้มีปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้

ข้อจำกัดอีกด้านหนึ่งของงบประมาณปี 2555 คือ ระยะเวลาในการเบิกจ่ายเงินที่สั้นลง จนอาจต้องใช้งบประมาณรายจ่ายประจำมาค้ำจุนไปพลางๆ ก่อน

เพราะหากพิจารณาจากตารางเวลา กว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาเดินหน้าพิจารณางบประมาณเข้า ครม. เข้ารัฐสภา ตั้งกรรมาธิการงบประมาณ รายจ่ายมาพิจารณางบจนมีผลบังคับใช้นั้น เชื่อได้เลยว่าจะไม่ทันใช้ในเดือน ก.ย.นี้แน่

จนถึงขณะนี้มีการประเมินกันว่า อาจจะล่าช้าไปถึงเดือน ม.ค.ก.พ. 2555 ทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2555 มากก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะเหลือเวลาในการเบิกจ่ายจริงเหลือน้อยเต็มกลืน

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิจ พท. จึงอยู่ที่การเดินหน้าจัดงบประมาณและเร่งเบิกจ่ายให้เร็วที่สุด เพื่อให้มีเงินออกมากกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการจัดทำงบประมาณให้มากที่สุด เพื่อไปผลักดันนโยบายหาเสียงตามที่โหมโรงไว้อย่างหนักตอนหาเสียง

แต่ต้องยอมรับว่า ในมิติทางการเมือง งบประมาณที่มีอย่างจำกัด อาจทำให้รัฐบาลใหม่เสี่ยงต่อคะแนนนิยมที่ลดลงเร็วชนิดดิ่งหน้าผาได้

เพราะหลายนโยบายที่หาเสียงไว้ว่าจะทำได้ทันที ก็จะทำได้เพียงบางส่วน บางหย่อมเท่านั้น เช่น นโยบายค่าจ้าง เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท นั้นเป็นที่ปรากฏชัดว่า รัฐบาลจะนำร่องได้แค่ข้าราการและรัฐวิสาหกิจที่จบใหม่ไปก่อน ทำให้ข้าราชการที่ทำงานอยู่ก่อนหน้าต้องฝันค้าง และทำงานกันแบบหน้างอคอหัก

จะเห็นว่า หัวใจสำคัญที่รัฐบาล พท.จะหาเงินมาสานฝันนโยบายหาเสียงที่ตีฆ้องร้องป่าวไว้ทั่วบ้านทั่วเมืองได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเงินที่มีอยู่ในมือมีมากเท่าไร

ด่านแรกที่จะมาถึงก็คือ การเบ่งกล้ามสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ให้โป่งมากที่สุดนั่นเอง

ด่านที่สองที่ต้องเจอะเจอ คือ การรื้องบประมาณรายกระทรวงเพื่อคัดกรอง ปรับ ตัดเม็ดเงินเพื่อนำมากองไว้ใช้

ด่านที่สาม หลังจากนั้นไปก็จะมีการปรับลดงบกลางปีลงมาเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำไปใช้ในงบหาเสียง

ปีแรกของการทำหน้าที่รัฐบาลของ พท.จึงอัตคัดและจำกัดจำเขี่ยเต็มกลืน

อย่าหวังว่าการอัดเงินลงไปในระบบจะเข้มข้น เพราะกว่าจะได้ใช้งบประมาณในการลงทุน ก็คงปาเข้าไปเกือบ 56 เดือนเข้าไปแล้ว

สุดท้ายคงพึ่งพาเม็ดเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจมาขับเคลื่อนไปพลางๆ ก่อน

ไม่เชื่อโปรดรอดู!!  

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์