
ปชป.ถึงคราวผลัดใบ
เริ่มป่วนเสียแล้ว!!! กับการเดินหน้า “ยกเครื่อง” กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ของประชาธิปัตย์
เริ่มป่วนเสียแล้ว!!! กับการเดินหน้า “ยกเครื่อง” กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ของประชาธิปัตย์
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เริ่มป่วนเสียแล้ว!!! กับการเดินหน้า “ยกเครื่อง” กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ของประชาธิปัตย์ ภายหลังความพ่ายแพ้แบบหลุดลุ่ยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา
แนวคิดที่จะใช้ “เสียงข้างมาก” จากที่ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค ดัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” หวนคืนเก้าอี้เดิม ดันไม่ลงล็อกอย่างที่ตั้งใจ
ยิ่งหลัง “สุเทพ” ประกาศเสียงดังฟังชัด ไม่ขอรีเทิร์นเก้าอี้แม่บ้านพรรค ถึงขั้นแจ้งตรงไปยัง “อภิสิทธิ์” ปิดทางการเสนอชื่อเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ ยิ่งทำให้สถานการณ์อึมครึมขึ้น
เพราะเหลียวดูในพรรคเวลานี้ ยังไม่เห็นใครเข้าตาพอจะมาทดแทน รับหน้าที่แม่บ้านพรรคได้ตามมาตรฐานที่ “สุเทพ” เคยทำไว้ ทั้งประสาน การเมือง ทหาร กลุ่มทุน
ความบอบช้ำจาก 2 ปีกว่าบนตำแหน่งรองนายกฯ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ยังมีคดีความค้างคาถึงตอนนี้ แถมไม่รู้จะถูกไล่บี้อย่างไร เมื่อไหร่ รวมกับแรงเสียดทานทั้งในและนอกพรรค ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาล กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ “สุเทพ” ต้องคิดหนักหากจะต้องกลับมารับหน้าที่นี้อีกครั้ง
ยังไม่รวมกับเสียงค่อนขอดจากลูกพรรคสมัยนั้นว่า ทำตัวเหินห่าง ไร้น้ำยาสะสางปัญหาเสื้อแดง ปล่อยให้ยืดเยื้อมานาน ถึงขั้นเป็นปัจจัยให้ถูกแซะเก้าอี้หลายรอบให้มีการปรับเปลี่ยน
ทั้งหลายทั้งปวงถูกนำมาขย่มโดยกลุ่มคลื่นใต้น้ำ เริ่ม “ก่อหวอด” ไล่บี้ให้ปฏิรูปพรรค ล้างขั้วอำนาจกันใหม่หมด
เป้าใหญ่ยังคงอยู่ที่ “สุเทพ” ที่กลายเป็นหนึ่งในจำเลยหลักกับความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เมื่อสมาชิกบางส่วนเห็นว่าทั้งที่ได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาล แต่ยังแพ้การเลือกตั้งหลุดลุ่ย
โดยเฉพาะในพื้นที่เขตทหารทั่วประเทศ รวมถึง กทม.ในหลายเขตของทหาร ไม่ว่าจะเป็น ดุสิต บางเขน หรือที่ราบ 11 ที่ควรจะได้คะแนน แต่กลับต้องเสียเก้าอี้ให้กับเพื่อไทย “สุเทพ” ในฐานะมือประสาน จึงได้แต่แอ่นอกรับไปเต็มๆ
ทว่า การยืนยันไม่รับตำแหน่งของ “สุเทพ” ครั้งนี้ อีกด้านหนึ่งยังทำให้เส้นทางที่ “อภิสิทธิ์” จะหวนคืนเก้าอี้นายกฯ มีอุปสรรคมากยิ่งขึ้น
ลำพังแค่จะใช้มติที่ประชุมใหญ่ดัน “อภิสิทธิ์” กลับมาอีกครั้ง ก็เปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีถึงความสง่างามอยู่แล้ว เมื่อสมัย “บัญญัติ บรรทัดฐาน” ก็ลาออกไว้เป็นแนวทางโดยไม่หวนคืนเก้าอี้อีก
การจะยอมรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ขณะที่ “สุเทพ” ไม่ขอรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค ย่อมส่งผลถึง “บรรทัดฐาน” ทางการเมืองที่ “อภิสิทธิ์” พยามปลุกปั้นมาตลอดชีวิตการเมือง ต้องสั่นคลอนตามไปด้วย
อีกด้านหนึ่งด้วยความแตกต่าง ระหว่าง “อภิสิทธิ์” และ “สุเทพ” ที่ส่งเสริมเกื้อหนุนกันและกันในการทำงาน จนกลายเป็น “หยินหยาง” ที่ลงตัว การขาดคนใดคนหนึ่งไปย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวม
ทางออกงานนี้จึงเป็นไปได้ว่า หากจะรับตำแหน่งก็คงต้องรับตำแหน่งคู่ ถ้าไม่รับก็คงไม่รับทั้งคู่ ส่วนจะออกมาอย่างไรคงต้องดูกันอีกที โดยเฉพาะกรณีที่หากทั้งคู่ไม่รับตำแหน่ง ซึ่งจะนำมาสู่การ “ผลัดใบ” ของประชาธิปัตย์อีกรอบ
ส่องดูในพรรคเวลานี้ คนโดดเด่นพอจะมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคใหม่ ได้แก่ “กรณ์ จาติกวณิช” ร้างผลงานในฐานะ รมว.คลัง พาประเทศฝ่าวิกฤตการเงิน จนมีรางวัลจากต่างชาติการันตีผลงาน มีเสียงตอบรับจากภายนอกดี
ถัดมา “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” เคยผ่านตำแหน่งใหญ่อย่างผู้ว่าฯ กทม. และนำทัพเลือกตั้งจน กทม.เที่ยวนี้จนกวาดมาได้ 23 เขต ต่อ 10 เขต ทว่ายังมีชนักปักหลังเป็นเรื่องรถดับเพลิงที่ ป.ป.ช.เคยชี้มูลและจ่อรอการพิจารณา ยังอาจเป็นจุดอ่อนให้โจมตี
นอกจากนี้ ยังมี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ที่แววว่าซุ่มรอดูกระแส ก่อนตัดสินใจอีกครั้งว่าจะประกาศตัวลงแข่งชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคหรือไม่
แต่ที่ยากกว่าคือ ตำแหน่ง “เลขาธิการพรรค” ซึ่งพลันที่ “สุเทพ” ประกาศไม่หวนคืนเก้าอี้ พร้อมแจกแจงว่า “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” คงไม่รับตำแหน่งนี้เช่นกัน ทำให้มองแล้วเวลานี้จะหาใครมาแทนตำแหน่งนี้ได้ยากเต็มที แม้ “สุเทพ” จะออกตัวว่ามีคนเหมาะสมในพรรคมากมายก็ตาม
ไล่ไปดูตำแหน่งรองเลขาธิการพรรคทั้ง “ชำนิ ศักดิเศรษฐ์” “ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู” “ธีระ สลักเพชร” ก็ยังไม่ “สุกงอม” เพียงพอจะขึ้นมารับตำแหน่งนี้
ไม่แปลกที่แรงดันจากหลายฝ่ายในพรรคพยายามจะเรียกร้องให้ “อภิสิทธิ์สุเทพ” กลับมาตำแหน่งเหมือนเดิม โดยหยิบยกเหตุผลว่า หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ “อภิสิทธิ์” เป็นหัวหน้าพรรค สถานการณ์เลือกตั้งเที่ยวนี้คงพ่ายแพ้มากกว่าที่เป็น
แม้ “สุเทพ” จะประกาศชัดว่าไม่ขอรับตำแหน่งอีก แต่ยังมีความพยายามของแกนนำที่ทยอยไปเกลี่ยกล่อมให้กลับมารับหน้าที่นี้อีกรอบ
เพราะนอกจากจะลดกระแสความขัดแย้งไม่ให้บานปลายแล้ว ยังช่วยให้การขับเคลื่อนเดินหน้าทำงานต่อไปมีความต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะกับบทบาทฝ่ายค้าน ใน 4 ปีข้างหน้าที่จะต้องขับเคี่ยวกับรัฐบาลที่เสียงแน่นถึง 300 เสียง
ด้วยเหตุผลที่ต้องเดินหน้าทำหน้าที่ฝ่ายค้านด้วยแล้ว การประกาศตัวเป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคคนใหม่ในเวลานี้จึงเป็นงานใหญ่ ที่จะต้องคัดเลือกคนที่แข็งแรงพอจะต่อกรกับกระแสนิยมในพรรคเพื่อไทยและนายกฯ หญิงคนใหม่
งานนี้ จึงเป็นยุคที่ประชาธิปัตย์จะผลัดใบอีกครั้ง ก่อนจะถึงศึกครั้งใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือเร็วกว่านั้น







