posttoday
ขึ้นภาษีหรือลดการใช้จ่ายประชานิยม

ขึ้นภาษีหรือลดการใช้จ่ายประชานิยม

12 กรกฎาคม 2554

ผมมีความรู้สึกแง่บวกหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ กล่าวคือเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

ผมมีความรู้สึกแง่บวกหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ กล่าวคือเมื่อพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง

โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์ 

และแน่นอนว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป ก็มีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ที่พรรคการเมืองดังกล่าวได้หาเสียงไว้อย่างกว้างขวาง

การที่สาธารณชนให้ความสนใจนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอหลังการเลือกตั้ง จะทำให้รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจะต้องบริหารประเทศด้วยความระมัดระวังและรับผิดชอบต่อประชาชนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนว่าภาคปฏิบัติจะทำได้หรือไม่ หรือทำแล้วจะส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไร ถือว่าเป็นเรื่องของอนาคตที่ประชาชนได้เลือกแล้ว และต้องให้โอกาสและเวลากับรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำงานพิสูจน์ฝีมือต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขณะที่นักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการและนักอะไรต่อมิอะไรในบ้านเรา กำลังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลใหม่ ที่สหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี โอบามา และผู้นำรัฐสภาคองเกรสของสหรัฐกำลังประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียดเกี่ยวกับปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐ ซึ่งใกล้ทะลุเพดานหนี้สาธารณะสูงสุดที่รัฐสภากำหนดไว้ไม่เกิน 14.29 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณต้นเดือน ส.ค.นี้

เผอิญที่สหรัฐอเมริกา รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมายกำหนดเพดานการก่อหนี้สาธารณะของประเทศ เพราะฉะนั้น เมื่อยอดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนใกล้จะชนเพดาน รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอให้รัฐสภาปรับเพดานการก่อหนี้ให้สูงขึ้น เพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล

ประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายเป็นห่วง คือ ถ้าภายในวันที่ 2 ส.ค.นี้ รัฐบาลและรัฐสภายังคงตกลงกันไม่ได้ที่จะปรับเพดานหนี้สาธารณะของประเทศให้สูงขึ้น รัฐบาลอเมริกันอาจจำเป็นต้องระงับการจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศถืออยู่ นอกจากนั้นยังอาจไม่สามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการและเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับเหมาตามสัญญาที่ทำไว้

ความจริงภาระหนี้ของรัฐบาลอเมริกันนั้น ชนเพดานหนี้มาตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีนี้แล้ว แต่เผอิญรัฐบาลเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการ ประกอบกับรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายลงบางส่วน ทำให้รัฐบาลยังมีเงินสดใช้จ่ายจนถึงปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น รัฐบาลอเมริกันจึงคาดหวังว่าจะสามารถทำความตกลงขยายเพดานหนี้กับรัฐสภาได้ภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เพื่อให้รัฐสภามีเวลาออกกฎหมายขยายเพดานหนี้ให้เรียบร้อยก่อนวันที่ 2 ส.ค.นี้ มิฉะนั้นรัฐบาลก็จำเป็นต้องหยุดจ่ายเงินงบประมาณตามที่กฎหมายกำหนด

ความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจทั่วไปยังตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า ท้ายสุดรัฐบาลสหรัฐและรัฐสภาคงสามารถทำความตกลงกันที่จะขยายเพดานที่กำหนดเพื่อรองรับงบประมาณขาดดุลของประเทศ ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะขาดดุลงบประมาณ 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ยังตั้งความหวัง แง่ดีก็เพราะ ถ้าประเทศอภิมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาเกิดเบี้ยวหนี้ขึ้นมาจริงๆ เศรษฐกิจโลกคงเกิดการปั่นป่วนขนานใหญ่ เพราะต้องยอมรับว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวของคนอเมริกันที่ถูกบ่มเพาะให้บริโภคด้วยการก่อหนี้ในอนาคต ในสังคมวัตถุนิยมเจ้าตำรับ

อะไรจะเกิดขึ้นถ้ารัฐบาลอเมริกันระงับการจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ผู้ถือครองธนบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่ชำระหนี้ ก็แน่นอนว่ารัฐบาลอเมริกันจะก่อหนี้เพิ่มอีกไม่ได้ เมื่อก่อหนี้เพิ่มไม่ได้ในขณะที่รายจ่ายอย่างอื่นโดยเฉพาะรายจ่ายประชานิยม เช่น เงินอุดหนุนแก่คนด้อยโอกาส คนชรา เงินในโครงการสาธารณสุขและรักษาพยาบาลยังคงอยู่ ก็จะเกิดผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมากอย่างรุนแรง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อหารายได้มาใช้จ่าย

นอกจากนั้น เศรษฐกิจโลกยังจะได้รับผลกระทบจากการถดถอยของการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ประเทศต่างๆ ที่ร่ำรวยขึ้นจากการส่งสินค้าไทยไปขายในสหรัฐ เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี หรือแม้แต่ประเทศเศรษฐกิจเล็กอย่างไทยเองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

นอกจากนั้น ถ้ารัฐบาลสหรัฐต้องพักชำระหนี้จริง เพราะติดเพดานหนี้สาธารณะ ก็จะเกิดผลกระทบทางตรงต่อเจ้าหนี้ ซึ่งไม่ได้รับชำระดอกเบี้ยตามกำหนดและไม่สามารถไถ่ถอนพันธบัตรตามอายุ ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจของโลกตามมา

ผมว่าถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นจริง โลกคงวุ่นวายน่าดู เพราะอย่างไรก็ตามเงินเหรียญสหรัฐก็ยังคงเป็นเงินสกุลสากลหลักของโลก ที่ใช้ในการค้าขายระหว่างประเทศ ถ้ารัฐบาลสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ และเงินเหรียญสหรัฐไม่ได้รับความเชื่อถือ การค้าระหว่างประเทศคงวุ่นวายพอสมควร ไม่นับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเงินตราหลายๆ สกุลที่ใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นทุนสำรองหนุนหลังอย่างเงินบาทของไทย เป็นต้น

เขียนมาถึงตรงนี้ ขอบอกท่านผู้อ่านว่า อย่าไปเสียเวลาคิดมากดีกว่าครับ สู้คิดในทางที่ดีไว้ก่อนดีกว่า ไม่ว่ารัฐบาลหรือรัฐสภา คงไม่อยากเห็นประเทศของตนเบี้ยวหนี้จนเสียชื่อ เสียเสียงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ตั้งประเทศสหรัฐอเมริกามา

ผมว่าที่น่าสนใจคือประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภาที่กำลังต่อรองกันในขณะนี้ กล่าวคือทางรัฐบาลนั้นเสนอที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าใช้จ่ายเพื่อประชานิยมทั้งหลาย รวมทั้งค่าใช้จ่ายเพื่อประชานิยมทั้งหลายของบางส่วน โดยข้อเสนอขึ้นภาษีบริษัทน้ำมันและบริษัทใหญ่ๆ ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อชดเชยรายได้

อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายรัฐสภานั้นต้องการให้รัฐบาลลดค่าใช้จ่ายลงไปกว่าเดิม เพราะเห็นว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีอากร และไม่ต้องการให้รัฐบาลเก็บภาษีธุรกิจเพิ่มขึ้น เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดผลกระทบต่อระดับการลงทุนภาคเอกชนและการจ้างงาน

จะเห็นว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายรัฐสภานั้นต่างมีหลักการของตัวเอง และพร้อมที่จะรับความไม่พอใจของผู้ที่มีส่วนได้เสียที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายตามจุดยืนของตนเอง

อย่างนี้มั้งครับที่เรียกว่าความแตกต่างเชิงนโยบายระดับชาติ ที่สมควรนำมาพิจารณาในรัฐสภาโดยไม่หวั่นเกรงว่าใครจะพอใจหรือไม่พอใจ

น่าเสียดายว่าคนอเมริกันนั้นมีโอกาสเชียร์หรือเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายแตกต่างอย่างชัดเจนในสาระสำคัญ แต่คนไทยคงเลือกได้เฉพาะบางประเภทของสินค้าที่พรรคนำมาเสนอขาย

ความจริงผมว่าไม่เลวนะครับถ้าจะมีพรรคการเมืองสักพรรคหนึ่งที่ประกาศนโยบายอย่างเปิดเผยว่าจะเก็บภาษีเพื่อเพิ่มรายได้มาทำโครงการประชานิยมแข่งกับคนอื่น สำคัญคือกล้าหรือเปล่า จริงไหมครับ  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท