posttoday
นโยบายพลังงานหลังเลือกตั้ง

นโยบายพลังงานหลังเลือกตั้ง

12 กรกฎาคม 2554

ขณะนี้ผมคิดว่าพวกเราชาวไทยคงจะได้ทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว

ขณะนี้ผมคิดว่าพวกเราชาวไทยคงจะได้ทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว

โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์

พร้อมกับการจับขั้วทางการเมืองใหม่ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคร่วมรัฐบาลประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งจะทำให้มีเสียงสนับสนุนในสภาทั้งสิ้น 300 เสียง และผลจากการมีรัฐบาลใหม่ในครั้งนี้ จะส่งผลเช่นไรต่อนโยบายพลังงานของประเทศไทยในยุคต่อไปจึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามยิ่งนัก

ตามกระแสข่าวจากสื่อต่างๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการคาดการณ์กันว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นผู้ดูแลกระทรวงพลังงานด้วยตนเอง ซึ่งก็จะทำให้เราได้เห็นพรรคเพื่อไทยนำนโยบายที่ได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียงมาใช้ในการบริหารประเทศ โดยนโยบายด้านพลังงานที่พรรคเพื่อไทยได้มีการประกาศไว้อย่างเป็นทางการในหลายๆ วาระ ที่ผมพอจะทราบก็มีความน่าสนใจหลายอย่าง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ถอดด้ามกันเสียทีเดียว แต่ก็มีกลิ่นอายของการคิดนอกกรอบอยู่เช่นกัน

แต่ทั้งนี้เราก็ไม่อาจจะละเลยพรรคการเมืองขนาดเล็กและเป็นผู้ที่เคยดูแลนโยบายพลังงานมาแล้ว อย่างพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ซึ่งได้เข้าร่วมรัฐบาลชุดนี้ตามคำเชิญของท่านว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่แล้ว ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าพรรคเล็กอย่างพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ก็อาจมีโอกาสกลับมาบริหารกระทรวงพลังงานได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรองและข้อตกลงระหว่างพรรคทั้งสอง

ในเบื้องต้นนโยบายที่ถือว่าเป็นนโยบายเรียกคะแนนให้น่าสนใจในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา ก็คงหนีไม่พ้นนโยบายด้านการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน เพื่อลดปัญหาค่าครองชีพของประชาชน

ผมคงได้แต่หวังว่าในฐานะที่ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ ท่านคงย่อมเข้าใจดีว่านโยบายด้านการกดและตรึงราคาควรจะเป็นนำมาใช้ในช่วงระยะสั้น และพิจารณาความจำเป็นตามสถานการณ์ โดยไม่พยายามที่จะไปสร้างการบิดเบือนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ภายหลังได้ทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ก็ได้มีการโยนหินถามทางออกจากทางฝั่งของผู้เตรียมจัดตั้งรัฐบาล ว่าจะมีการยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและจะทำให้อัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เป็นศูนย์ อันจะส่งผลให้นำมันเบนซิน 95 และเบนซิน 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 มีราคาถูกลงทันทีโดยประมาณลิตรละ 7.50 บาท 6.70 บาท และ 2.40 บาทต่อลิตร ตามลำดับ

พอคล้อยหลังการประกาศดังกล่าว นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในแวดวงพลังงานต่างออกมาให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน จนทางพรรคเพื่อไทยต้องออกมาให้ความกระจ่างเพิ่มเติมว่าการยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ นั้น คงจะยกเลิกอัตราการจัดเก็บเป็นการชั่วคราว ส่วนในระยะยาวการจะยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ หรือไม่ คงต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดถึงความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

โดยในส่วนตัวของผมเองนั้น ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยว่าในระยะยาวแล้ว นโยบายกองทุนน้ำมันฯ อาจจะต้องมีการทบทวนความเหมาะสมของกลไกดังกล่าว เพราะหากเราก้าวไปสู่การเปิดประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้การหลั่งไหลของสินค้าและบริการระหว่างพรมแดนไม่เป็นอุปสรรคกันอีกต่อไป การชดเชยราคาน้ำมันในบ้านเราก็อาจจะเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะแทนที่น้ำมันราคาถูกจะมีไว้สำหรับคนไทยก็ย่อมถูกถ่ายเทไปยังเพื่อนบ้าน เหมือนเช่นที่คนไทยและสิงคโปร์นิยมไปเติมน้ำมันราคาถูกกว่าในมาเลเซีย เพราะรัฐบาลเขายังไม่สามารถเลิกอุ้มได้ทันที แม้ว่าจะพยายามควบคุมรถต่างประเทศที่เข้าไปเติมน้ำมันในมาเลเซียก็ตาม

หากมองรอบตัวเราไม่ว่าจะเป็นลาว เมียนมาร์ และกัมพูชา ก็ล้วนแต่ต้องซื้อหาน้ำมันในราคาแพงกว่าบ้านเรา ทั้งที่ระดับการพัฒนาและรายได้ต่อหัวของประชาชนในประเทศเหล่านี้ก็ยังถือว่าเป็นรองไทยอยู่มากก็ตาม

นี่จึงเป็นข้อสังเกตประการหนึ่ง และหากมองในด้านการส่งสัญญาณราคาที่ถูกต้องเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและนำไปสู่การใช้อย่างมีประสิทธิภาพก็ถือว่าเป็นเหตุผลที่หนักแน่นยิ่งขึ้น

ไว้ตอนหน้าเรามาดูในวิธีการปฏิรูปกองทุนน้ำมันฯ กันนะครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท