
ปรองดองแต่เปราะบางระเบิดเวลาคดียุบพรรค
ยื่นฟ้องกันยุบยับ ทั้งฟ้องคน ฟ้องพรรค...
ยื่นฟ้องกันยุบยับ ทั้งฟ้องคน ฟ้องพรรค...
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ยื่นฟ้องกันยุบยับ ทั้งฟ้องคน ฟ้องพรรค...
เป็นสัญญาณชี้ว่าการเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังวุ่นวายไม่รู้จบ
คนสอบตกก็ฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้แจกใบเหลือง ใบแดงคู่แข่งซื้อเสียง ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ในระดับพรรค ฝ่ายประชาธิปัตย์ตรวจสอบ ว่าที่ สส.ป้ายแดง โดยเฉพาะแกนนำ นปช.ที่ลง สส.ปาร์ตี้ลิสต์มีสิทธิชวด เพราะคุณสมบัติขัดข้อบังคับพรรคเพื่อไทยก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ใครถูกคุมขังให้ขาดจากการเป็นสมาชิกพรรค รวมถึงว่าที่ สส.เพื่อไทยอีกหลายคนที่ส่อเป็นปัญหาจากปมบุคคลล้มละลาย
แต่ที่จะเป็น ระเบิดเวลา ทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ความเสี่ยงอีกรอบ คือ คดียุบพรรคที่ต่างฝ่ายต่างยื่น กกต.ให้ยุบกันนัวเนีย
ช่วงเลือกตั้ง แกนนำพันธมิตรฯ “จัดหนัก” ก่อน ยื่น กกต.ให้ยุบ 5 พรรค ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
เหตุผลคือ ทุกพรรคมีนโยบายหาเสียงแบบประชานิยม สัญญาว่าจะให้ประโยชน์แก่คนกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าลดภาษีนิติบุคคล พักหนี้ กองทุนหมู่บ้านเพิ่มทุกตำบล ปรับเงินเดือนข้าราชการรัฐวิสาหกิจ ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม รักษาฟรี เบี้ยยังชีพ ฯลฯ
เหล่านี้เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง...
โดยมาตรา 53 ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด หรือเสนอให้สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ พันธมิตรฯ ยังพ่วงอีกประเด็นให้ยุบพรรคเพื่อไทยโดยตรง กรณี ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาสั่งการเพื่อไทย จากสโลแกนนำ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ทั้งที่ทักษิณถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองในฐานะผู้นำบ้านเลขที่ 111
ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยก็ทิ่มพรรคประชาธิปัตย์ โดยยื่นหนังสือถึง กกต. ให้ตรวจสอบการกระทำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ให้สัมภาษณ์กล่าวหาเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย เข้าข่ายใส่ร้ายและจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และแกนนำ นปช.
เอาผิดสุเทพโดยตรงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี พร้อมพ่วงเอาผิดให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากสุเทพเป็นกรรมการบริหารพรรค
ประชาธิปัตย์อาการหนัก แต่สุเทพชี้แจงว่า เขาให้สัมภาษณ์ก่อนจะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง จึงไม่ผิด
ก่อนจะเป็นคิวของพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นยุบพรรคเพื่อไทยแก้เผ็ด
โดยก่อนวันเลือกตั้งเพียงวันเดียว ฝ่ายกฎหมายของภูมิใจไทยยื่นเรื่องต่อ กกต.ให้เอาผิดเพื่อไทย หลังทักษิณโฟนอินมายังเวที นปช. ที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. โจมตี“เนวินชัย” ชิดชอบ ว่าเป็นคนเนรคุณ ถือเป็นความเท็จและส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรค
ล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์เอาคืนบ้าง ยื่นยุบพรรคเพื่อไทยประเด็นอดีตนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 เข้าไปยุ่งสั่งการพรรคเพื่อไทย พุ่งเป้าไปที่ “ทักษิณจาตุรนต์ ฉายแสง” หวังผลตัดสิทธิการเมืองทักษิณเพิ่มเติม รวมถึงกรณีอีเมลของ “วิม รุ่งวัฒนจินดา” รองโฆษกเพื่อไทย ทีมงานยิ่งลักษณ์ ที่เนื้อหาอีเมลระบุให้ผลประโยชน์สื่อมวลชน เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ทั้งหมดโดนกันถ้วนหน้าอย่างเท่าเทียม
ฝ่ายเพื่อไทยโดนหลายดอก รวม 3 เรื่อง 1.ทักษิณเข้ามายุ่งทั้งที่ถูกตัดสิทธิ 2.เพื่อไทยสัญญาว่าจะให้ 3.อีเมลมรณะกล่าวหาทีมงาน “สาวปู” จัดเลี้ยงสื่อ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์โดน 2 เรื่อง
เป็นงานหนักที่ กกต.ต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่สองมาตรฐาน เพราะแต่ละเรื่องล้วนกระทบต่อ 2 พรรคใหญ่
ถึงแม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะแก้เกมไม่ให้ยิ่งลักษณ์เป็นหัวหน้าพรรค หรือนั่งเก้าอี้กรรมการบริหารพรรค หากศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคจริงก็ไม่กระทบต่อรัฐบาล “ปูแดง”
ทว่า ในส่วนของพรรค สส.ต้องย้ายเข้าพรรคใหม่ ทำให้เกิดช่องว่างที่ “กลุ่มงูเห่า” อาจจะออกมาแผลงฤทธิ์พลิกขั้วอีกรอบก็ได้
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้หาทางหนีทีไล่ไว้เหมือนเพื่อไทย ถ้าถูกยุบพรรค ทั้ง “อภิสิทธิ์สุเทพ” และแกนนำตัวจริงทั้งหลายต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี
การเมืองไทยที่กำลังวิ่งเข้าสู่ความปรองดองอย่างที่ “ทักษิณยิ่งลักษณ์” ประกาศจะสมานฉันท์ทุกสีเสื้อ แต่คดียุบพรรคที่ฟ้องแก้เกี้ยวกันไปมา แน่นอน กกต.อาจใช้เวลาตรวจสอบเป็นปี และถ้ามีมูล กว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอีกก็กินเวลาไม่น้อย เผลอๆ อาจถึง 23 ปี ตามแต่บรรยากาศการเมืองขณะนั้น กระนั้นเมื่อเป็นคดียุบพรรคที่ต้องมีการสอบสวน ก็ทำให้การเมืองไทยยังเปราะบาง ผันผวนได้ตลอดเวลา
โดยเฉพาะรัฐบาลเพื่อไทยที่เข้มแข็งด้วยที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งถึง 265 เสียง และเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 300 เสียง เมื่อมีคดียุบพรรครออยู่เบื้องหน้า จะกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุน ภาคเอกชน ต่างชาติ ที่มองการเมืองไทยยังไม่นิ่ง และเสี่ยงต่อความรุนแรงอีกรอบ







