posttoday
จีนเบรกเงินเฟ้อ ชะลอความร้อนแรงครึ่งปีหลัง

จีนเบรกเงินเฟ้อ ชะลอความร้อนแรงครึ่งปีหลัง

12 กรกฎาคม 2554

ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ตลาดสินเชื่อของสหรัฐล่มสลาย จนผลักดันโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ตลาดสินเชื่อของสหรัฐล่มสลาย จนผลักดันโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

โดยในฐานะตลาดเศรษฐกิจที่มีแววสดใส รัฐบาลจีนได้ออกประกาศอัดเงินงบประมาณกว่า 5.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย เอื้อให้ตลาดสินเชื่อเบ่งบานพร้อมๆ กับที่ตัวเลขหนี้ค้างชำระพุ่งสูงขึ้นไปที่ 7.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2553 ส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้น โดยราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 6.4% ในเดือน มิ.ย. จากปีก่อนหน้า

ผลที่ได้คือภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ร้อนแรงเกินขีด และทำให้จีนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ และตัวเลขหนี้เน่าที่เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส หนึ่งในบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก คาดการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อัตราหนี้เสียทั้งหมดของธนาคารจีนอาจพุ่งสูงขึ้นมากถึง 18% โดยที่บรรดาธนาคารต่างหวังพึ่งพาให้รัฐบาลจีนเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาหนี้เสีย

จีนเบรกเงินเฟ้อ ชะลอความร้อนแรงครึ่งปีหลัง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้จีนเกิดความเสี่ยงต่อเหตุความไม่สงบอันเนื่องมาจากความไม่พอใจของประชาชนที่ทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวแพงขึ้นอยู่ตลอด โดยมีปัจจัยหนุนอย่างเงื่อนไขของสภาพอากาศที่เลวร้าย ทั้งน้ำท่วม ดินแล้ง เข้ามาเกี่ยวข้อง

ยิ่งเมื่อประกอบกับตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของธนาคารจีนที่กระโดดขึ้นมาสูงถึง 58% ในช่วงปี 2552-2553 และความวิตกกังวลว่ารัฐบาลท้องถิ่นจีนจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่กำหนด ส่งผลให้แรงกดดันที่ว่า ทำให้รัฐบาลจีน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ต้องรีบออกมาตรการคุมเงินเฟ้อในทันที ทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการเพิ่มทุนสำรองเงินฝากของธนาคาร

จีนเบรกเงินเฟ้อ ชะลอความร้อนแรงครึ่งปีหลัง

นับได้ว่าความทุ่มเทของรัฐบาลจีนไม่สูญเปล่า เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนเริ่มชะลอตัวลงแล้ว

ทั้งนี้ สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนชะลอตัวก็คือ ตัวเลขการนำเข้าประจำเดือน มิ.ย. ซึ่งอ่อนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 โดยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนลดลงมากในช่วงเดือน มิ.ย. เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานลดลง และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมช้าลง เช่นเดียวกับการนำเข้าทองแดงที่ลดลง 15% ต่อตัน ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ จากการประเมินตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จีนซึ่งได้มาจากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ตัวเลขจีดีพีของจีนที่รัฐบาลจะเปิดเผยรายงานในวันที่ 13 ก.ค.นี้ จะเพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่จะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2554 ที่ตัวเลขจีดีพีอยู่ที่ 9.7%

ลูเจงเวย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากอินดัสเตรียล แบงก์ประจำเซี่ยงไฮ้ ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นสุดยอดนักวิเคราะห์ของจีนในปี 2553 จากหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ไชนา บิซิเนส นิวส์ แสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัวนี้จะเริ่มชะลอตัวอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งสภาวะเช่นนี้จะช่วยให้รักษาระดับเงินเฟ้อของจีนได้

โดยก้าวต่อไปของนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ก็คือการหามาตรการจัดการกับราคาผู้บริโภคที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นของจีน

ทั้งนี้ ในระหว่างการเดินสายทัวร์โรงงาน ฟาร์ม และโครงการบ้านเอื้ออาทรในมณฑลทางตอนเหนือเมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เวินเจียเป่า ได้ให้คำมั่นว่า ปัจจัยสำคัญแรกสุดของเศรษฐกิจจีนก็คือการทำให้ราคาสินค้ามีความเสถียร และเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล

สัญญาณความร้อนแรงทางเศรษฐกิจที่ลดลงของจีนส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์เริ่มคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศจีนมีแนวโน้มที่จะเติบโตช้าที่สุดในรอบ 2 ปี ในไตรมาสที่เหลือของครึ่งปีหลัง 2554 นี้ จนจีนอาจไม่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป

จีนเบรกเงินเฟ้อ ชะลอความร้อนแรงครึ่งปีหลัง

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างเริ่มเชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถหาทางออกให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างนุ่มนวล โดยไม่กระทบกับรายได้ของธุรกิจต่างๆ ขณะที่อัตราการจ้างงานจะไม่สะดุด

ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นในดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ที่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 และนับเป็นช่วงที่ยาวที่สุดตั้งแต่เดือน ก.พ. 2554

แน่นอนว่า ในทางหนึ่งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนย่อมส่งผลให้ประเทศจีนมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่อีกทางหนึ่ง นั่นหมายถึงว่า การที่โลกไม่สามารถหวังพึ่งพาจีนได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์มองว่า หากจีนต้องการช่วยกระตุ้นภาวะที่ถดถอยของเศรษฐกิจโลกเหมือนเมื่อปี 2551 จีนจำต้องผ่อนปรนนโยบายเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นการส่งออก

การตัดสินใจดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบให้จีนไม่สามารถคุมตัวเลขเงินเฟ้อให้อยู่ในอัตราที่กำหนดได้ และทำให้นักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอความร้อนแรงลงได้ แต่จีนอาจมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย

“เราคิดว่าจีนน่าจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย อีกหนึ่งครั้งในรอบปีนี้ ภายในเดือน ก.ย. เพื่อคุมเงินเฟ้อ” จางเจียน นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส แคปปิตอล ประจำฮ่องกง กล่าว 

 

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี