
อสส.ไม่ฟ้อง5ต่างชาติขนอาวุธสงคราม
โพสต์ทูเดย์
— อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง 5 ผู้ต้องหาต่างชาติขนอาวุธสงครามอ้างไม่มีเจตนานำมาใช้ในประเทศไทยนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษและโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง 5 ผู้ต้องหาร่วมกันมีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด เนื่องจากเห็นว่าผู้ต้องหาทั้ง 5 คนขนอาวุธสงครามโดยใช้เครื่องบินโดยสารบรรทุกผ่านดินแดนประเทศไทยโดยไม่ได้ประสงค์จะนำมาใช้ในราชอาณาจักรไทย แต่มีความจำเป็นต้องนำเครื่องบินที่ขนอาวุธลงจอดในประเทศไทยเพื่อเติมน้ำมัน
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมติของสหประชาชาติ UNSC ที่ 1874 (2009) กำหนดห้ามมิให้รัฐดำเนินการใดๆ ต่อลูกเรือโดยสาร ประกอบกับประเทศคาซัคสถานและเบลารุส ได้ทำหนังสือร้องขอผ่านกระทรวงการต่างประเทศให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 โดยส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่คาซัคสถานและเบลารุส
“
อัยการสูงสุดยังพิจารณาว่าการดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทั้ง 5 ในประเทศไทยอาจส่งผลกระทบต่อสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างประเทศ จึงเห็นว่าการฟ้องคดีนี้จะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ดังนั้นจึงสั่งไม่ฟ้อง” นายธนพิชญ์ กล่าวนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นที่สุดและได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนต่อศาลอาญา ซึ่งจะไต่สวนคำร้องและส่งหมายปล่อยตัวไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อปล่อยตัวและส่งมอบให้คาซัคสถานและเบลารุส ไปดำเนินการต่อไป
สำหรับของกลางอาวุธสงครามตามกฎหมายใครที่คิดว่าเป็นเจ้าของสามารถมาขอของกลาง หากไม่มีใครมาขอรับของกลางภายใน 1 ปี จะต้องตกเป็นของแผ่นดิน
ดังนั้น คดีนี้ผู้ต้องหาทั้ง 5 คนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2552 ที่สนามบินดอนเมืองระหว่างนำเครื่องบินลงเติมน้ำมันและพนักงานสอบสวนเข้าจับกุมยึดของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนสงคราม และตั้งข้อหา 5 ข้อ ฐานร่วมกันมีหรือนำเข้าอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด และร่วมกันนำผ่านราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันนำเข้ามาหรือมียุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาต







