
เก็บ 30 บาทแค่กระพี้ จี้รัฐรื้อระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว
ทันทีที่พรรคเพื่อไทยประกาศชัด รื้อฟื้นนโยบายเก็บเงินสมทบ 30 บาทรักษาทุกโรค
ทันทีที่พรรคเพื่อไทยประกาศชัด รื้อฟื้นนโยบายเก็บเงินสมทบ 30 บาทรักษาทุกโรค
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ทันทีที่พรรคเพื่อไทยประกาศชัด รื้อฟื้นนโยบายเก็บเงินสมทบ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยประเมินว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 4,000 ล้านบาท หากผลเลิศของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เพียงการผลิตซ้ำทางนโยบายด้วยหวังผลทางการ เมือง ก็นับว่าน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง นั่นเพราะบุคลากรด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อแนวทางนี้ แต่จะเป็นเพียงการมุ่งแสวงหาเม็ดเงินเข้าสู่ระบบหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม
นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขา ธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายว่า แต่ละปีมีผู้ป่วยนอกใช้บริการในสถานพยาบาล 150 ล้านครั้ง ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ยากไร้ ซึ่ง สปสช.ให้บริการฟรีอยู่แล้ว จึงเหลืออีกแค่ 40% ที่ต้องร่วมจ่ายเงิน 30 บาท ท้ายที่สุดแล้วจะมีเงินเข้าระบบเพียง 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าต่ำมากและไม่มีนัยสำคัญใดๆ ต่อระบบ
คำถามคือ เช่นนั้นแล้วหัวใจของการเก็บเงิน 30 บาทคืออะไร
นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ด้านสาธารณสุข มองว่า เงิน 2,000 ล้านบาท ไม่ใช่เม็ดเงินหลักสำหรับหล่อเลี้ยงระบบ แต่ข้อดีของการเก็บเงิน 30 บาท คือจะช่วยลดอัตราการใช้บริการที่เกินความจำเป็นลงได้
สอดคล้องกับ นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา ที่เห็นว่า พรรคเพื่อไทยเดินมาถูกทางแล้ว เพราะนโยบายนี้จะช่วยลดภาระงานของแพทย์และพยาบาลที่กำลังอยู่ในขั้นวิกฤต ผลทางจิตวิทยาต่อประชาชนไม่ให้ใช้บริการเกินความจำเป็น ส่วนเงิน 2,000 ล้านบาท ก็จะช่วยจุนเจือสถานพยาบาลขนาดเล็กที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องได้
เช่นเดียวกับ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ในฐานะหน่วยงานหลักผู้สนองนโยบาย ก็แสดงความพร้อมในการดำเนินการตามแนวทางนี้
“การเก็บสมทบจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ได้เป็นผู้ป่วยอนาถา” นพ.วินัย ระบุ
ขณะที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการ สปสช. เชื่อว่า ข้อถกเถียงเรื่องจะเก็บเงินหรือไม่เก็บเงินไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่หัวใจสำคัญคือ รัฐบาลควรสร้างระบบบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวมากกว่า
นอกจากนี้ จากข้อมูลวิชาการยังไม่มีดัชนีชี้วัดใดๆ ที่ระบุได้ว่า การเก็บเงิน 30 บาท จะส่งผลให้ปริมาณการใช้บริการทางการแพทย์ลดน้อยลง
คำถามคือ เช่นนั้นแล้วรัฐบาลเพื่อไทยจะออกแบบระบบการเก็บเงินอย่างไรให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
หากเทียบเคียงกับ “ไต้หวันโมเดล” ได้จำแนกอัตราการเก็บเงินสมทบตามขนาดของหน่วยบริการ ทำให้ประชาชนที่เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยจะเลือกซื้อยารับประทานดีกว่าต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลในอัตราที่สูง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการกระจุกตัวของสถานพยาบาลได้
แต่ก็ใช่ว่าโมเดลนี้จะสมบูรณ์แบบ เนื่องจากคนชั้นกลางที่มีกำลังทรัพย์ย่อมมีโอกาสเลือกสถานพยาบาลที่มีคุณภาพได้มากกว่าคนระดับล่าง ความเหลื่อมล้ำจึงยังดำรงอยู่
ดังนั้น รัฐบาลเพื่อไทยควรเดินหน้าสร้างระบบรักษาพยาบาลมาตรฐานเดียว แทนที่จะเสียเวลาอยู่กับเรื่องเก็บหรือไม่เก็บเงิน 30 บาท







