
มาเลย์บนทางสองแพร่ง ศก.แย่-การเมืองยิ่งแย่
การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียปฏิรูประบบเลือกตั้ง
การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียปฏิรูประบบเลือกตั้ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลมาเลเซียปฏิรูประบบเลือกตั้ง กลายเป็นเหตุจลาจลที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มาเลเซีย มีผู้เสียชีวิต 1 คน และถูกจับกุมอีกกว่า 1,600 คน ท่ามกลางเสียงก่นประณามทั่วโลก ถึงการจัดการผู้ชุมนุมประท้วงอย่างสันติ ด้วยวิธีการที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ยังผลให้การชุมนุมประท้วงที่กัวลาลัมเปอร์จุดชนวนการประท้วงของชาวมาเลเซียในต่างแดนด้วย
การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่มีชื่อรหัสในหมู่ผู้ชุมนุมว่า Bersih 2.0 ซึ่งหมายถึง “สะอาด” ไม่แน่ว่าการกวาดล้างผู้ชุมนุมอย่าง “ขาวสะอาด” อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบทางการเมืองของพรรครัฐบาลที่กุมอำนาจด้วย “ระบอบอำนาจนิยมอย่างอ่อนๆ” มานานกว่า 4 ทศวรรษ
ขณะเดียวกับสภาพเศรษฐกิจของมาเลเซียเริ่มเสื่อมถอยลง ไม่เพียงติดกับดักอยู่กับที่ แต่ยังมีนโยบายหลักที่บั่นทอนศักยภาพตัวเองให้ต่ำต้อยลง จนตามไม่ทันแม้กระทั่งประเทศที่มีสภาพทางการเมืองโกลาหลที่สุด กลายเป็นการสั่งสมความไม่พอใจของประชาชนอีกทอดหนึ่ง
ในวันนี้ มาเลเซียไม่มีวี่แววจะไปได้ถึงฐานะประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2020 การพัฒนาอุตสาหกรรมชะงักงัน ไม่อาจเดินต่อไปข้างหน้าได้ ทั้งยังต้องเผชิญกับกระแสทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับนานาประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่โอดครวญว่าทุนนอกกำลังไหลบ่าเข้ามามากเกินไป ขณะที่การเมืองไม่มีพัฒนาการหวือหวาเหมือนเพื่อนบ้าน เพราะถูกแช่แข็งโดยพรรครัฐบาลรวบอำนาจ
พรรคอัมโนเริ่มมีนโยบายที่เป็นปัญหาตั้งแต่ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2524 นโยบายของมหาเธร์หากมองอย่างผิวเผิน นับว่ามีวิสัยทัศน์ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมตลาดภายใน แทนที่การพึ่งพาทุนนอกและการส่งออก เพื่อเสริมฐานะของมาเลเซียให้เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งในการนี้จะต้องเพิ่มพลังทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศ
แต่มหาเธร์ผิดเพี้ยนตรงที่มุ่งเสริมอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับ “ชนส่วนใหญ่” ซึ่งคือชาวมาเลย์ หรือ ภูมิบุตร แทนที่จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ
จุดที่ดีของนโยบายนี้ คือ เสริมฐานะของประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ข้อเสียอย่างร้ายกาจคือการเหยียดเชื้อชาติอย่างรุนแรง ทั้งมีเจตนาร้ายตรงที่กีดกันมิให้ชาวจีนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และโอนถ่ายอิทธิพลมาให้ชาวมาเลย์
ปัญหาก็คือ ไม่ใช่ชาวมาเลย์ทุกคนที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และนโยบายนี้ทำให้ธุรกิจในประเทศเติบโตช้า ทั้งยังถูกมองจากนักลงทุนภายนอกว่ากีดกันใครก็ตามที่มิใช่ชาวมาเลย์
ผลก็คือ ทุนเริ่มไหลออกเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาแทรกเมื่อไหร่ ยิ่งในช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540 แล้ว มหาเธร์แทรกแซงระบบการเงินของประเทศอย่างเต็มพิกัด ทั้งยังแสดงท่าทีรังเกียจนักลงทุนชาวต่างชาติอย่างออกนอกหน้า โดยโจมตีว่าเป็นผู้สร้างความปั่นป่วนให้กับเอเชีย ยังผลให้ทุนนอกยิ่งผวากับประเทศนี้
เมื่อเดือน มี.ค. Bank of America Merrill Lynch ได้จัดอันดับตลาดเกิดใหม่ยอดนิยมที่น่าลงทุนที่สุดในโลก ผลปรากฏว่า มาเลเซียรั้งตำแหน่งรองบ๊วย แย่ที่สุดเป็นรองแค่โคลัมเบีย ซึ่งเผชิญกับการรบกวนของกลุ่มกบฏและขบวนการค้ายาเสพติด นอกจากนี้ ในทัศนะของผู้บริหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาเลเซียยังครองอันดับร่วมกับอินเดีย ในตำแหน่งยอดแย่ที่สุด!
ผลออกมาชัดเจนขนาดนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ถึงแม้มาเลเซียจะพยายามสร้างภาพเป็นประเทศที่ใสสะอาดหรือพัฒนามากเพียงใด แต่ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แท้จริงแล้วนี่คือประเทศที่หมักหมมปัญหาไม่แพ้ประเทศโลกที่สามที่จมปลักกับภาวะไร้เสถียรภาพ
ระบบเศรษฐกิจของมาเลเซียยังทำลายตัวเองอย่างช้าๆ ด้วยนโยบายภูมิบุตรและส่งเสริมตลาดภายในรูปแบบที่ผิดที่ผิดทาง
ความเสียหายอย่างแรกเกิดขึ้นกับทรัพยากรมนุษย์
การสนับสนุนชนเชื้อสายมาเลย์ ทำให้ชาวจีนและอินเดียมีโอกาสทางการศึกษา การงาน การเมืองและเศรษฐกิจน้อยลง ทางออกของคนเหล่านี้คือทนรับสภาพเดิมๆ ต่อไป หรือเดินทางไปตายเอาดาบหน้าในต่างแดน ยังผลให้คนที่มีการศึกษาดีแต่ถูกกีดกันโอกาสทยอยออกจากประเทศ ก่อให้เกิดภาวะสมองไหลยืดเยื้อ
ธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า อัตราการอพยพของชาวมาเลเซียไปยังต่างแดนพุ่งขึ้นถึง 4 เท่าตัวในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อไร้ทุนนอกช่วยเสริม ฝันของมาเลเซียที่จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว จึงจบลงอย่างรวดเร็ว เพราะผู้นำประเทศมิได้ตระหนักว่า สิ่งที่จะใช้แทนที่ทุนนอกคือทุนภายในประเทศ แต่ในเมื่อทุนภายในถูกบั่นทอนด้วยนโยบายที่ไม่เป็นธรรม บวกกับการไหลออกของคนระดับมันสมอง ทำให้ความฝันที่จะพัฒนาตัวเองเป็นประเทศอุตสาหกรรมเชิงความรู้ต้องล่มสลายในพริบตา
ความเสียหายในระดับต่อมา เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ
ในช่วงทศวรรษที่ 70 รายได้ต่อหัวของมาเลเซียอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบรรดาเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย ทว่าในวันนี้รายได้ต่อหัวของฮ่องกงสูงถึง 34,346 เหรียญสหรัฐ ของสิงคโปร์ที่ 34,346 เหรียญสหรัฐ และของเกาหลีใต้ที่ 16,450 เหรียญสหรัฐ
ขณะที่มาเลเซียยังชะงักอยู่ที่เพียง 7,469 เหรียญสหรัฐ ไม่เพียงใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง แต่ยังห่างไกลกับฐานะ “พัฒนาแล้ว”
สถานการณ์เช่นนี้เรียกว่า “กับดักของรายได้ปานกลาง” หรือ Middleincome trap ซึ่งเกิดขึ้นจากอัตราค่าจ้างไม่เพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะการใช้จ่ายต่ำและแรงจูงใจในการทำงานแทบไม่มี ในกรณีของมาเลเซียเกิดขึ้นจากนโยบายเอาใจประชาชน ด้วยการตรึงราคาสินค้าอย่างเข้มงวด การอุดหนุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ต่ำ และภาวะด้อยพัฒนาในภาคเกษตร
ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นนโยบายประชานิยมรูปแบบหนึ่ง เพื่อหวังผลการเมืองพอๆ กับหวังเรื่องความกินดีอยู่ดีของประชาชน แต่ผู้กำหนดนโยบายของมาเลเซีย หาได้เฉลียวใจว่า การตรึงรายได้ขั้นต่ำ โดยแลกกับสวัสดิการทางอ้อม เป็นการบ่อนทำลายศักยภาพของตัวเอง
อย่างแรกที่ควรทำ อาจเป็นการเพิ่มค่าจ้างและหยุดสวัสดิการสังคมทางอ้อม ซึ่งจะทำให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ต่อมาคือส่งเสริมอุตสาหกรรมที่อิงกับความรู้ และอุตสาหกรรมเชิงเทคโนโลยีเพื่อให้สอดคล้องกับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น
ปัญหาอยู่ที่รายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจไม่สอดคล้องกับทักษะความรู้ของชาวมาเลเซีย เพราะคนที่เก่งๆ เริ่มกลายเป็นสมองไหลออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ นโยบายเศรษฐกิจใหม่ หรือ ETP ที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัก โดยหวังที่จะดึงทุนนอกในสัดส่วนถึง 27% ของทุนที่จะไหลเวียนในประเทศทั้งหมด 1.4 ล้านล้านริงกิต และดึงเอาชาวมาเลเซียระดับมันสมองราว 7 แสนคน กลับมาเป็นกำลังหลักของประเทศ
แทนที่จะเลิก “ลัทธิภูมิบุตร” ETP กลับไม่เอ่ยถึงการเหยียดเชื้อชาติ ราวกับไม่เห็นว่าเป็นปัญหา
มาเลเซียควรเรียนรู้จากแอฟริกาใต้ที่เคยใช้นโยบายเหยียดสีผิว หรือลัทธิ Apartheid บทเรียนของแอฟริกาใต้คือความสำเร็จเป็นพลุแตก ทันทีที่เลิกเหยียดผิว และคนในชาติร่วมกันพัฒนาประเทศโดยไม่มีการแบ่งแยก
ปัญหาที่เป็นผลพวงมาจากการกุมอำนาจของพรรคเดียวมายาวนาน บวกกับนโยบายกดขี่ทางเชื้อชาติ เริ่มที่จะกลายเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงมาเลเซียเสียเอง ประชาชนส่วนหนึ่งจึงเริ่มเอนเอียงมาทางฝ่ายค้านมากขึ้น และเรียกร้องให้ปฏิรูประบบการเมือง เพราะการปฏิรูปเศรษฐกิจ ETP ที่เสนอโดยรัฐบาล นาจิบ ราซัก ส่อแววที่จะไปไม่รอดเหมือนวิสัยทัศน์ 2020 ของ มหาเธร์
ในยุคที่ประชาชนเริ่มเอือมระอากับความล้าหลัง ตราบใดที่ไม่ทำลายรากเหง้าของความขัดแย้ง ต่อให้ผุดนโยบายที่เลิศหรูเพียงใด มาเลเซียก็จะยิ่งถอยหลังเข้าคลองเท่านั้น







