
ยิ่งลักษณ์นายกฯ หญิงคนแรก เสื้อแดงทวงบุญคุณขอเก้าอี้
การเลือกตั้ง สส.2554 ได้ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยอย่างเป็นทางการโดยไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น
การเลือกตั้ง สส.2554 ได้ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยอย่างเป็นทางการโดยไม่มีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น
และเป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคเพื่อไทยสามารถครองเก้าอี้ สส.ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นอันดับ 1 ได้มากถึง 265 เสียง และสามารถผลักดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 กำลังจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศในประวัติศาสตร์การเมืองส่วนพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งที่สำคัญได้ สส.รองลงมา จำนวน 159 เสียง
ผลการเลือกตั้งดังกล่าวทำให้การจัดตั้งรัฐบาลต้องเป็นไปตามประเพณีทางการเมืองของไทยด้วยการให้พรรคที่เสียงเป็นอันดับ 1 ได้จัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำสามารถรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นอีก 5 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ พรรคชาติไทยพัฒนา 19 เสียง พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 7 เสียง พรรคพลังชล 7 เสียง พรรคมหาชน 1 เสียงและพรรคประชาธิปไตยใหม่อีก 1 เสียงรวมเป็น 300 เสียงพอดี
ส่วนฝ่ายค้านจะประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ 159 เสียง พรรคภูมิใจไทย 34 เสียง โดยเป็นที่จับตามองว่าจะเกิดงูเห่าในพรรคเพื่อไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย พรรครักประเทศไทย 4 เสียง นำโดยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ พรรคมาตุภูมิ 2 เสียง และพรรครักษ์สันติ 1 เสียง ซึ่ง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ประธานพรรคสามารถฝ่าด่านเข้ามาเป็น สส.บัญชีรายชื่อได้เป็นผลสำเร็จ
โดยทันทีที่พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประกาศสัญญาจะเร่งเดินหน้านำนโยบายของพรรคมาปฏิบัติให้เป็นจริงทันทีอย่างเต็มที่ ตามที่ได้เรียนกับพี่น้องประชาชนไว้และขอทำหน้าที่นี้อย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องผิดหวัง และวันนี้ไม่อยากบอกว่าพรรคเพื่อไทยชนะแต่เป็นชัยชนะของพี่น้องประชาชนที่ให้โอกาสพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาทำงาน
“ภาระข้างหน้ายังมีอีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ และการที่จะทำประเทศให้ก้าวไปสู่ความสามัคคี ปรองดอง รวมถึงการพัฒนาประเทศในอนาคต จุดยืนของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้มีนโยบายที่จะต้องมานิรโทษกรรมเพื่อคนคนเดียว” คำประกาศจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ผู้เป็นน้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
จากความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประกาศแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคทันทีในวันที่ 4 ก.ค. หลังจากนำพาพรรคได้ สส.น้อยกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 ส่วนจะหวนกลับมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกหรือไม่ จะเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของที่ประชุมพรรค
“ยังไม่ได้คิดอะไรในขณะนี้ เพราะอยากเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคทุกคนได้ทบทวนการทำงานและสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา อยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนทั้งประเทศ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นฝ่ายค้านที่ทำงานอย่างสร้างสรรค์และพร้อมร่วมมือในทุกเรื่องที่ไม่สร้างความเสียหายให้กับบ้านเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
มากันที่ความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) กันบ้าง แม้ว่าตามขั้นตอนจะต้องให้มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานรัฐสภาและเลือกนายกรัฐมนตรีแต่ปรากฏว่ามีโผ “ครม.ยิ่งลักษณ์1” ออกมาเป็นรายวันและเต็มไปด้วยการแสดงท่าทีจากกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อต่อรองขอตำแหน่งรัฐมนตรีกันอย่างอลหม่าน เริ่มตั้งแต่ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภามีตัวเต็งที่มีความเป็นไปได้จำนวนมากไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายวิทยา บุรณศิริ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นต้น
เช่นเดียวกับตำแหน่ง รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมกองทัพก็มีการคาดการณ์กันไปต่างๆ นานา ว่ามีผู้เข้าชิงตำแหน่งนี้หลายรายอาทิ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม คนปัจจุบัน ไม่ต่างอะไรกับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เพราะทั้งชื่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค ร.ต.อ.เฉลิม รวมไปถึงนายเสนาะ เทียนทอง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
ถึงกระนั้น ความน่าสนใจของการจัด ครม.รอบนี้ไปอยู่ที่กลุ่มคนเสื้อแดงและ สส.อีสาน โดยในส่วนของ สส.อีสานมีความเคลื่อนไหวแล้วว่าจะต่อรองกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อให้โควตารัฐมนตรีถึง 10 ตำแหน่ง เนื่องจากอ้างว่ามี สส.มากสุดถึง 104 คน โดยว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ว่าที่ สส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ระบุว่า จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ทันที เพื่อพูดคุยเรื่องการเมือง และในเร็วๆ นี้ สส.อีสาน พรรคเพื่อไทยทั้งหมด 104 คน จะมีการนัดหารือเพื่อกำหนดทิศทางการเมืองและการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย
“ในฐานะตัวแทน สส.อีสานที่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาได้ 104 คน ยืนยันว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีจำเป็นที่พรรคจะต้องให้ความสำคัญกับภาคอีสานมากที่สุด โดยตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างต่ำ ทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ ต้องมี 10 ตำแหน่งเป็นอย่างต่ำ โดยรัฐมนตรีว่าการอย่างน้อยก็ต้อง 3 ที่นั่งในกระทรวงหลักๆ และรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 7 ตำแหน่ง ซึ่งไม่รวมถึงสส.ปาร์ตี้ลิสต์” ว่าที่ ร.ต.พงศ์พันธ์ กล่าว
ด้านกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ได้แสดงท่าทีขอตำแหน่งใน ครม.เช่นกัน นายก่อแก้ว พิกุลทองสส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ปีกเสื้อแดง ยืนยันว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการต่อสู้ของคนเสื้อแดงควรได้เป็นรัฐมนตรี โดยนายณัฐวุฒิควรได้เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ คุมสื่อ เพราะทำงานเรื่องนี้มาก่อน ส่วนนายจตุพรควรได้เป็น รมช.มหาดไทย
“2 คนนี้ เป็นกำลังหลักในการต่อสู้ และณัฐวุฒิได้เดินสายช่วยคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาเสียง ฉะนั้นควรจะได้รับการตอบแทนบ้าง ชนะถล่มก็เพราะเสื้อแดง แล้วทำไมมารังเกียจเหมือนเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง มาตั้งแง่ พวกเราเป็นนักรบไม่ใช่นักเชลียร์ เราจะอยู่เฉยๆ ให้กรรมการพรรคพิจารณา แต่ยอมรับว่าขณะนี้มีแรงต้านในพรรคมาก เพราะเขากลัวเราไปตัดโควตารัฐมนตรีจนเหลือน้อย มันเลยเหยียบเท้ากันเอง” นายก่อแก้ว ระบุ
นอกจากนี้ ยังเกิดความขัดแย้งภายในองค์กรของคนเสื้อแดงด้วยกันเองหลังจากนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ นปช.และผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคเพื่อไทย อันดับที่ 72 ได้เรียกร้องให้นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช.ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรับไม่ได้กับการเป็น สส.บัญชีรายชื่อของ นพ.เหวง โตจิราการ สามีนางธิดารักษาการประธาน นปช. เพราะจะทำให้มองว่ารัฐบาลเป็นผัว นปช.เป็นเมีย ซึ่งส่งผลเสียกับองค์กรในระยะยาว
ในกรณีนี้ นพ.เหวง ได้ออกมาตอบโต้แบบทันควัน โดยระบุว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากคนบางกลุ่มที่ต้องการเข้ามาคุมอำนาจองค์กรคนเสื้อแดง และอิจฉาริษยาความสำเร็จของนางธิดา ข้อโจมตีนางธิดาหลายอย่างก็ไม่ถูกต้อง ถ้าจริงใจต่อการต่อสู้ก็ต้องถนอมองค์กรไว้ ถ้ามาสร้างความแตกแยกโค่นล้ม นางธิดาสะท้อนว่าจริงๆ แล้ว จริงใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือไม่
ปิดท้ายด้วยความคืบหน้าในการรับรองสมาชิกภาพของ สส.ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมายืนยันล่าสุดว่าจะทยอยประกาศรับรอง สส.ได้ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. เพื่อให้สามารถเปิดการประชุมสภาได้ตามรัฐธรรมนูญกำหนดภายใน 30 วัน และจะรับรองสถานภาพของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งมีปัญหาในการตีความว่าขาดคุณสมบัติความเป็น สส.หรือไม่ จากกรณีที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา โดย กกต.จะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาว่าจะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไปแทน พร้อมกันนี้วันที่ 12 ก.ค.จะเริ่มพิจารณาข้อร้องเรียนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ไปผัดหมี่แจกประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ จ.นครราชสีมา ว่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ด้วย







