
บัญชีแดง- น้ำตาธาริต
"ธาริต เพ็งดิตถ์"เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงหน้าที่การงานและความรู้สึกในการทำหน้าที่อธิบดี"ดีเอสไอ"
"ธาริต เพ็งดิตถ์"เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงหน้าที่การงานและความรู้สึกในการทำหน้าที่อธิบดี"ดีเอสไอ"
โดย ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
“ปกตินะครับ พูดกันเล่นๆ คนเป็นอธิบดีซี 10 ก็เป็นช่วงของการได้รับเกียรติ สบายหน่ะ เป็นช่วงมีความสุขของชีวิตแต่ยกเว้นอธิบดีดีเอสไอคงไม่ใช่ เพราะมันกลายเป็นภาระซะมากกว่า จะทำไงได้ต้องเป็นไปอย่างนี้”
เสียงสั่นเครือพร้อมน้ำตาเอ่อล้นของธาริต เพ็งดิตถ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ถ่ายทอดให้เห็นในช่วงหนึ่งของการสนทนา บ่งบอกความอัดอั้นบางอย่างที่อยากระบายออกมา
สองปีที่ผ่านมาดีเอสไอรับมอบหมายจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เข้ามาทำคดีก่อความไม่สงบจากการชุมนุม คดีมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือคดีล้มเจ้า ซึ่งมีกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวโยงพรรคเพื่อไทยตกเป็นผู้ต้องหา
แต่วันนี้ พรรคเพื่อไทยประสบชัยชนะเลือกตั้งได้อำนาจบริหารประเทศ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ซึ่งส่วนหนึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายเปลี่ยนสถานะเป็น ส.ส. ออกมาประกาศกาหัวอยากโยกย้ายอธิบดีดีเอสไอเสียเหลือเกิน
ธาริตคือข้าราชการที่ต้องทำหน้าที่ ทำตามกฎหมาย แต่เมื่อความข้ดแย้งการเมืองดำรงอยู่ มีความพยายามจากฝ่ายหนึ่งยัดเยียดอีกฝ่ายให้เป็นอีกขั้วสี ทำให้เขาต้องถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนความขัดแย้ง จนถูกตีตราว่ารับใช้ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ทั้งที่ข้อเท็จจริงมันเป็นเช่นนั้นหรือ
“คดีเหล่านี้บังเอิญตั้งเรื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองมาพันกับการเลือกตั้ง และการมีรัฐบาลใหม่ เมื่อดีเอสไอเข้ามารับผิดชอบถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามไปไล่บี้นปช.บางคน ซึ่งยึดโยงพรรคเพื่อไทยด้วย บางคนก็มองว่าไปรับออร์เดอร์จากรัฐบาลเก่าหรือเปล่า ก็มองกันได้นะครับ ” ธาริต บอกอย่างตรงไปตรงมา
เขา อธิบายว่า ดีเอสไอไม่ได้ออกแบบมาทำคดีการเมือง แต่ว่าเหตุการณ์ปีที่แล้วต่อเนื่องมา ไม่เคยเกิดในบ้านเมืองไทย คณะกรรมการคดีพิเศษโดยการร้องขอจากศอฉ.ขอให้มาทำคดีนี้เป็นคดีใหญ่สองคดี คดีเหตุการณ์ความไม่สงบ และคดีมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่าคดีล้มเจ้า ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการ มักมีการพูดเสมอว่าเป็นคดีการเมืองแต่ต้องทำความเข้าใจ จริงๆเป็นความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสี เรื่องความเห็นทางการเมืองเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นความสวยงามในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อใดความคิดเห็นทางการเมืองก้าวล่วงกระทำผิดกฎหมายหรือก้าวสู่เขตเรดโซน บ้านเมืองก็มีกติกามีกฎหมาย หน่วยงานดีเอสไอต้องทำหน้าที่ ถ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ จะเกิดปัญหาลุกลามใหญ่โต
คดีที่เกี่ยวกับเสื้อเหลืองบางคน ส่งไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)แล้ว ส่วนคดีนปช.บางส่วนไม่เกี่ยวกับลุงป้าน้าอาที่มาชุมนุมไม่ได้ผิดอะไร จะมีแต่พวกฮาร์ดคอร์ซึ่งมีจำนวนไม่มากก้าวเข้าไปในเรดโซนทำผิด อยู่ในความรับผิดชอบดีเอสไอ ดีเอสไอก็ถูกมองว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือไปไล่บี้นปช.ที่เป็นฮาร์ดคอร์บางส่วน ซึ่งอันนี้อาจถูกมองอย่างนั้น แต่ความเป็นจริง ก็ต้องขอความเป็นธรรมให้เจ้าหน้าที่ของเรา ว่าเราปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่รับนโยบายจากฝ่ายการเมือง ใครผิดก็ว่าไปตามผิดใครถูกก็ว่าไปตามถูก
“ข้อสำคัญอย่างหนี่ง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเหยียบเรือสองแคมไม่ได้หรอกครับ คือหมายถึงเอาตัวรอดนะ เผื่อว่าเดี๋ยวทางโน้นจะมาเดี๋ยวทางนี้จะไป ก็ไม่ให้เพลี้ยงพล้ำ โดยบังคับใช้กฎหมายต้องชัดไปเลย เพราะฉนั้นมันไม่ใช่การเลือกข้างหรอกครับแต่เป็นเรื่องของการทำหน้าที่”
อย่างไรก็ตามกับการที่ฝ่ายตรงข้ามขึ้นบัญชีดำในกลุ่มถูกโยกย้าย ดูเหมือนธาริตรับรู้ต่อสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ผมต้องรับสภาพครับและต้องยอมรับว่าเราเป็นข้าราชการประจำ ฝ่ายการเมืองมีสิทธิย้ายเราได้ตามความเหมาะสม เพราะฉนั้นถ้าฝ่ายการเมืองคือฝ่ายบริหารของประเทศเห็นว่าอธิบดีดีเอสไอไม่เหมาะที่จะทำงานต่อไป ก็ต้องโยกย้ายไป เมื่อพ้นหน้าที่ก็ไปทำเรื่องอื่น ที่พูดไม่ได้ท้าทายนะครับ แต่ว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ผมอยากเรียนว่า คงไม่ใช่เฉพาะนายธาริตหรอกครับ เป็นเพื่อนข้าราขการซี 10 คนอื่นๆ ถ้ามาอยู่ในฐานะอธิบดีดีเอสไอในช่วงสองปีที่ผ่านมา ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น มันเป็นหน้าที่ แต่การทำหน้าที่ดีที่สุดคือทำตามกฎหมายก็เท่านั้นแหละครับ”
ถามว่าเป็นเคราะห์กรรมมั๊ย แม้จะมีเสียงหัวเราะก่อนตอบแต่ภายใต้ความรู้สึกนั้นดูจะสะเทือนใจไม่น้อย
“ผมคิดอย่างนี้ คิดตามหลักพุทธ อาจเป็นเคราะห์กรรมก็ได้เป็นเรื่องทำหน้าที่ที่ต้องเป็นอย่างนี้ แต่มีคนเดือดร้อนกว่าเราเยอะ ครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่สงบ ครอบครัวของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูกทำร้าย เสียชีวิต หรือพิการ คนพวกนี้สูญเสียกว่าเราเยอะ เพราะฉนั้นไม่เป็นไรหรอกครับก็รับได้"
เจ็บปวดมั๊ยที่ต้องตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งการเมือง “ ผมพยายามไม่มองในมุมตั้งคำถาม แต่มองให้เป็นเหตุเป็นผลมันต้องเป็นอย่างนี้ บริบทของมันมาจากความขัดแย้ง และการทำคดีมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เพราะฉนั้นคือธรรมชาติ และพยายามคิดว่าไม่ใช่เฉพาะเราหรอก คนอื่นถ้ามาทำหน้าที่อย่างนี้ก็ต้องเช่นเดียวกัน วันที่เกิดการชุมนุม เผาบ้านเผาเมือง ทหารไปทำหน้าที่ ถูกฆ่า ตำรวจถูกยิง ประชาชนไปร่วมชุมนุมไม่รู้เรื่องก็ต้องถูกลูกหลง”
“มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ถ้าจะว่าเป็นเคราะห์กรรมไม่ได้ผิดอะไร แล้วผมไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไร เพราะถือว่าเมื่อมาทำหน้าที่นี้ต้องเผชิญเหตุแบบนี้ เราเตรียมรับสถานการณ์อยู่แล้ว ทำไงได้ เส้นทางถูกลิขิตมาอย่างนี้"
ไม่ว่าธาริตจะได้รับความไว้วางใจทำงานในตำแหน่งนี้ต่อไป หรือรัฐบาลใหม่จะมอบหมายบุคคลอื่นเข้ามารับผิดชอบต่อ แต่สิ่งที่ธาริตพยายามย้ำเตือน และน่าเป็นหลักของการคลี่คลายความแตกแยก ก็คือต้องทำงานให้ดีที่สุดตามกฎหมาย บ้านเมืองไม่มีวิธีใดที่ปรองดองได้ดีที่สุด นอกจากทำตามระเบียบกติกาของสังคม ซึ่งสิ่งนี้ถือว่าดีที่สุดในโลก คือกฎหมาย
เผือกร้อนช่วงเปลี่ยนผ่าน
“ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นอธิบดี ต้องทำตามกฎหมาย ใครไปทำอย่างอื่นไม่ตรงไปตรงมาตัวเองจะเดือดร้อน เพราะเท่ากับเจ้าหน้าที่ไปบิดเบือน ถ้าหากบิดเบี้ยวก็ต้องรับผิดชอบ”
กรมสอบสวนคดีพิเศษเติบโตมาได้ 9 ขวบปี จุดประสงค์หลักเน้นทำงานในคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมีวิกฤติทางการเมืองและนำไปสู่ความรุนแรงโยงไปถึงขบวนการก่อการร้าย ดีเอสไอจึงต้องเข้ามาคลี่คลาย เผือกร้อนขณะนี้มีทั้งอยู่ในมือและส่งผ่านกระบวนการยุติธรรม
ธาริต แจกแจง ขณะนี้มีสองส่วน ส่วนที่ส่งผ่านไปแล้ว คดีก่อการร้าย และคดีย่อยๆก่อความไม่สงบส่งไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด ส่วนมากฟ้องต่อศาลแล้ว มีจำเลยจำนวนมาก สำหรับคดีความไม่สงบแยกออกเป็น คดีก่อการร้าย ทำร้ายประชาชนเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำต่อยุทธปัจจัย เครื่องไม้เครื่องมือราชการ ล่วงละเมิดสิทธิขู่บังคับรัฐบาล มีทั้งสิ้น 275 คดี ขณะนี้เสร็จไป 70 เปอร์เซนต์ ที่เหลืออยู่ระหว่างการสอบสวน เช่น ทราบคนยิงพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการทหาร พล.ร. 2 รอ. ที่สี่แยกคอกวัวแล้วมีการใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 เป็นกองกำลังเสื้อดำ อยู่ระหว่างหาตัว หรือกรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม ในตอนแรก ดีเอสไอมีความเห็นเจ้าหน้าที่รัฐอาจเกี่ยวข้อง ในจำนวน 6 ศพ มีอยู่ 3 ศพ ส่งให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลดำเนินการต่อ และส่งผลมาว่ายังไม่ชัดเจนว่าเป็นฝ่ายใดกันแน่จึงต้องสืบหาผู้กระทำผิดต่อไป
คดีล้มเจ้า ศอฉ.ร้องทุกข์กล่าวโทษโดยใช้ผังให้เห็นถึงความเชื่อมโยง เป็นคดีเลขรับ 101 แต่เมื่อดำเนินการมีการเกี่ยวข้องไปถึง 20 คดีและกำลังเชื่อมโยงในหลายส่วน ขอยืนยันอีกครั้งไม่ได้หมายความว่าคนมีชื่อในผังมีความผิดทั้งหมด เป็นเรื่องการตั้งต้นจากหน่วยข่าวศอฉ.ร้องทุกข์มา เราต้องพิสูจน์ความบริสุทธ์ และคดีเหล่านี้ ไม่ได้ทำตามลำพัง มีหน่วยงานอื่นมาร่วม นิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจ และที่สำคัญมากสำนักงานอัยการสูงสุดส่งพนักงานอัยการมาทำงานร่วมกับเรา จึงมีความโปร่งใส
ถึงกระนั้นแกนนำนปช. ออกมาอ้างว่า ผังล้มเจ้าเป็นแค่ข้อมูลโคมลอยโดยอ้างบันทึกคำให้การของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกในชั้นศาล ธาริตปฏิเสธว่า ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมได้สอบถามพ.อ.สรรเสริญแล้วมีการสอบเข้าสำนวนไปด้วย ส่วนที่มีการยอมความในคดีนั้นได้ดูในบันทึกของศาลไม่มีตามที่อ้างว่าเป็นเรื่องความเชื่อหรือที่สื่อลงว่าพ.อ.สรรเสริญสารภาพผิด ซึ่งไม่ใช่ จริงๆแล้วเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น การจะพิสูจน์ถูกผิดอยู่ที่การสืบสวนสอบสวนที่ดีเอสไอทำอยู่
เผือกร้อนอีกคดีที่ส่งตรงเข้าดีเอสไอ กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯให้การเท็จคดีซุกหุ้นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นพี่ชาย ธาริต บอกว่า เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากกลุ่มนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ และนายแก้วสรร อติโพธิ์ ยื่นฟ้อง ได้ตั้งคณะพนักงานสืบสวนเร่งรีบทำวันต่อวัน ยังเร็วเกินไปที่จะตอบว่าถูกหรือผิด ต้องให้ดำเนินการสักระยะและข้อเท็จจริงจะปรากฎ หลักสำคัญถ้าไม่มีความผิดก็จบกันไป แต่ถ้ามีมูลความผิดต้องมาดูว่าเป็นคดีที่ดีเอสไอรับผิดชอบหรือไม่ถ้าไม่ใช่ก็ส่งต่อสตช. แต่ถ้าใช่หรือควรจะเป็น ดีเอสไอจะเสนอบอร์ดเข้ามาทำ
“เรื่องนี้ต้องโปร่งใสอีกเหมือนกัน เพราะต้องยอมรับฝ่ายกล่าวหาเป็นคนมีชื่อเสียงในสังคม ยิ่งคุณยิ่งลักษณ์เป็นคนสำคัญทางการเมืองในวันนี้ด้วย ไม่ว่าจะถูกหรือผิดในที่สุดต้องปรากฎว่าเป็นอย่างไร”
แน่นอนว่าบรรดาคดีต่างๆ โยงไปถึงกลุ่มคนในรัฐบาลใหม่ ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าความพยายามอยากเปลี่ยนอธิบดีดีเอสไอเพื่อพลิกเปลี่ยนคดีจากดำเป็นขาว
ประเด็นนี้ ธาริต หวังว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น “คงไม่ใช่ครับ โดยเฉพาะคดีที่พ้นจากดีเอสไอฟ้องศาลไปแล้วก็ว่าไปตามนั้น ส่วนคดีที่อยู่ในดีเอสไอ ผมเชื่อว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นอธิบดี ต้องทำตามกฎหมาย ใครไปทำอย่างอื่นไม่ตรงไปตรงมาตัวเองจะเดือดร้อน เพราะเท่ากับเจ้าหน้าที่ไปบิดเบือน ถ้าหากบิดเบี้ยวก็ต้องรับผิดชอบ
3 หมอ ขาดไม่ได้
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง มีทั้งคนรักคนชังและอาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีลอบทำร้าย ดังนั้นทุกย่างก้าวของธาริตจึงอยู่ในสายตาทีมรักษาความปลอดภัย แม้แต่จะออกนอกบ้านไปร้านหนังสือก็ถูกข้อร้องไม่ควรไป ครั้งหนึ่งเคยเกิดเหตุขณะไปซื้อหนังสือพิมพ์จู่ๆมีคนนับสิบมารุมล้อมและด่าด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ โชคดีไม่โดนปาไข่ รุมทำร้ายแต่ถือเป็นเหตุการณ์ระทึกในชีวิต เช่นเดียวกับครอบครัวก็ถูกกระทำแต่เจ้าตัวไม่ขอขยายรายละเอียด ทั้ง เขา ภรรยา และลูก ต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งธาริตหวังว่าหากพ้นตำแหน่งคงไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้ หรือก็คงไม่จำเป็นต้องมีทีมรักษาความปลอดภัยอีกต่อไป
เพื่อนฝูงแม้แต่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแสดงความเป็นห่วงเป็นใย มีการมอบพระคุ้มครอง เดิมทีธาริตคล้องพระสามองค์ แต่ตอนนี้มีมากเต็มคอ ว่าแล้วจึงขอให้ปลดกระดุมเสื้อยลโฉมสิ่งศักดิ์สิทธิ์
“ตอนนี้คล้องไป7 องค์แล้ว มากกว่านี้คล้องไม่ไหว ได้แก่ พระหูยาน ลพบุรี สมเด็จพุทธาจารย์โต วัดบางขุนพรหม หลวงปู่ทวด พระซุ้มกอ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และพระรอด มีสององค์ ของศาสนาพราหมณ์ก็มี พระนารายณ์ทรงครุฑประทับราหู ไม่รวมพระพุทธรูปที่ได้มาอีกจำนวนหนึ่ง” ธาริตยืนยันด้วยว่าไม่ใช่เซียนพระ แค่พอบอกได้ว่าเป็นพระอะไร และทั้งหมดที่ได้รับมาถือเป็นบุญจะเก็บสะสมให้ลูกชาย
ส่วนตั๊วส่วนตัวของธาริต สารภาพว่าติดใจ 3 หมอ ด้วยกัน หมอแรกเป็น หมอดู โดยกำลังศึกษาศาสตร์นี้อย่างจริงจัง จากที่ชอบดูหมอเผื่อวันข้างหน้าอาจเป็นหมอดูกับเขาบ้าง
“มันน่าสนใจเพราะแม้จะเป็นศาสตร์ที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แต่เป็นเรื่องสถิติที่ถ่ายทอดกันมาแต่โบราณ แล้วผมว่ามีเค้าความจริง ผมให้ความจริงของการทำนายทายทัก ถ้าหมอเก่งๆนะ 70-80 เปอร์เซนต์ ให้ได้ขนาดนั้นเลย"
ตอนนี้ธาริตมีหมอถูกใจสองราย คนแรกอยู่จ.เชียงใหม่ จะใช้วิธีโทรศัพท์พูดคุยกัน แต่ถามว่าใช่โหรคมช.หรือเปล่า เจ้าตัวยืนยันไม่ใช่ ส่วนอีกรายอยู่จ.สระบุรี ทั้งสองมีความแม่นยำทำให้ธาริตพยายามศึกษาเคล็ดวิชานำข้อมูลจากสองท่านมาประกอบการพิจารณา
มาถึงขั้นนี้แล้ว ถือโอกาสให้ ธาริตสวมบทโหรดีเอสไอทำนายชะตากรรมบ้านเมืองสักหน่อย
“เท่าที่พอรู้อยู่บ้างและฟังจากเกจิอาจารย์ ถือว่า ดาวพฤหัส ดาวราหูหลายดวงมาให้คุณประเทศชาติหรือดวงเมือง เพราะฉนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติ เป็นความเจริญมากกว่าปีที่แล้ว ซึ่งก็รู้สึกค้านๆอยู่นะ เพราะว่าเราเห็นว่าการเลือกตั้งสู้กันเอาเป็นเอาตาย จะเกิดการเดินขบวนกันอีกหรือเปล่า แต่ถ้ามองในแง่สถิติหรือโหราศาสตร์โน้มเอียงไปทางดี ไม่ว่าพรรคใดเป็นรัฐบาลหรือจะเกิดอะไรขึ้น บ้านเมืองคงสงบแม้จะค้านความรู้สึกขณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร”
ไปที่ หมอที่สอง คือ หมอยา ด้วยวัยปาเข้า 53 ปี ทุกสองเดือนธาริตต้องไปตรวจเช็คสุขภาพ ผลของการเช็คเครื่องยนต์ในร่างกายยังเต็มสูบเหมือนเดิมไร้โรคภัยมาเยือน ซึ่งอาจเป็นผลต่อเนื่องถึงหมอสุดท้ายก็ว่าได้นั่นคือ”หมอนวดแผนโบราณ” ซึ่งเป็นหมอประจำที่รพ.ยันฮี
“หมอนวดให้ความเห็นว่าอาการเครียดทำให้กล้ามเนื้อยึด เส้นมันตึง ถ้าได้ผ่อนคลายด้วยการนวดจะช่วยให้สบายขึ้น ทั้งประคบ เหยียบ ดึง ยึด ผมประทับใจมากได้รีแลกซ์ ถือเป็นศาสตร์โบราณที่ผู้ใหญ่โบราณใช้กันมา เราไม่ต้องเป็นคหบดี เป็นคนธรรมดาก็ไปเสียตังส์ ชั่วโมงละ 120-130 บาท เป็นการพักผ่อนได้อย่างหนึ่ง ทำให้สบายตัวได้อาทิตย์ ”
“ตรงนี้จะว่าเป็นอาการติดหมอนวดหรือเปล่าไม่รู้ แต่ทุกอาทิตย์ผมต้องไปสักสองสามชั่วโมงนะครับ ” ธาริต หยอดมุขส่งท้าย







