
ค่าไฟก.ค.ลด6สต. แต่อุตฯจ่ายเพิ่ม6สต.
เฮโครงสร้างค่าไฟใหม่ ประเดิมรอบเดือน ก.ค.-ส.ค. ลด 6 สตางค์ต่อหน่วย
เฮโครงสร้างค่าไฟใหม่ ประเดิมรอบเดือน ก.ค.-ส.ค. ลด 6 สตางค์ต่อหน่วย
ส่วนภาคอุตสาหกรรมแบกค่าไฟเพิ่ม 6 สตางค์ต่อหน่วย อุ้มคนใช้ฟรี 90 หน่วย
นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2554-2558 กับประชาชนทั่วไป ซึ่งเบื้องต้นอัตราค่าไฟฟ้าใหม่จะเริ่มใช้ก่อนเฉพาะเดือนก.คส.ค. 2554 ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) จะลดลงได้ 6 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากนำเงินปรับลดจากการลงทุนที่ต่ำกว่าแผนของการไฟฟ้า 3 แห่ง (Claw Back) มาบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าให้ในวงเงินรวม 1,500 ล้านบาท
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมประเภทกิจการขนาดกลาง กิจการขนาดใหญ่ กิจการเฉพาะอย่าง องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และผู้ใช้ไฟฟ้าชั่วคราว ต้องมาช่วยรับภาระการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีภาระเฉลี่ยปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าใหม่ต้องปรับขึ้นเฉลี่ย 12 สตางค์ต่อหน่วย แต่เฉพาะรอบเดือน ก.ค.ส.ค.มีเงิน Claw Back มาช่วยบรรเทาค่าไฟฟ้าได้ 6 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อหักลบแล้วค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรมจึงปรับเพิ่มขึ้นเพียง 6 สตางค์ต่อหน่วยเท่านั้น
ทั้งนี้ สาเหตุที่ค่าไฟฟ้าอัตราใหม่ที่กล่าวมาจะใช้เฉพาะเดือน ก.ค.ส.ค.นั้น เนื่องจากปกติจะมีการพิจารณาค่าเอฟทีทุกๆ 4 เดือน แต่โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะประกาศใช้ก่อนที่จะสิ้นสุดค่าเอฟทีรอบเดือน พ.ค.ส.ค. จึงจะประกาศใช้ก่อนในเดือน ก.ค.ส.ค. หลังจากนั้นค่าเอฟทีรอบเดือน ก.ย.ธ.ค.จะมีการคำนวณตามต้นทุนเชื้อเพลิงจริง โดยค่าเอฟทีจะเริ่มจากศูนย์ตามสูตรคำนวณของโครงสร้างไฟฟ้าใหม่ที่กำหนดไว้ และจะบวกลบตามราคาต้นทุนเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นจริง
ด้านนายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) กล่าวว่า โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่จะใช้ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2558 โดยค่าไฟฟ้าที่จะประกาศรอบเดือน ก.ค.นี้ จะนำไปใช้เป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นจะทบทวนในปี 2556 เพื่อการประกาศใช้ต่อไปอีก 3 ปี
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเรคกูเลเตอร์ได้ใช้เงิน claw back ไปลดภาระค่าเอฟทีแต่ละงวดแล้วรวม 2,600 ล้านบาท ในขณะที่โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่ประกาศใช้เดือนก.คส.ค..จะใช้เงิน 1,500 ล้านบาท ดังนั้นเงินจะเหลืออยู่ 5,400 ล้านบาท ซึ่งจะเก็บไว้ใช้ดูแลค่าเอฟทีในงวดถัดๆไป หากมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ







