posttoday
ค่ายรถเปิดศึกล็อบบี้การเมือง ญี่ปุ่นกู้หน้า มะกันชิงตลาด

ค่ายรถเปิดศึกล็อบบี้การเมือง ญี่ปุ่นกู้หน้า มะกันชิงตลาด

11 กุมภาพันธ์ 2553

สิ่งที่ค่ายรถจากญี่ปุ่นจะต้องลงมือทำไปพร้อมๆ กับการแก้ไขจุดบกพร่องทางเทคนิค คือ การใช้กลเม็ดเด็ดพราย และการต่อรองทางการเมือง

สิ่งที่ค่ายรถจากญี่ปุ่นจะต้องลงมือทำไปพร้อมๆ กับการแก้ไขจุดบกพร่องทางเทคนิค คือ การใช้กลเม็ดเด็ดพราย และการต่อรองทางการเมือง

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

มีคำถามมากมายเกิดขึ้นหลังจากที่วิกฤตเรียกรถคืนของโตโยต้าทำยอดกว่า 8 ล้านคัน และวิกฤตลุกลามจนฮอนด้าต้องพลอยเรียกคืนรถอีกเกือบ 1 ล้าน

บางคนกังขาถึงเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะจนเกินไปและขายวงรวดเร็วจนคาดไม่ถึง

บ้างกังวลกับมาตรฐานความปลอดภัยของค่ายรถญี่ปุ่น บ้างกังวลกับความสะเพร่าของซัพพลายเออร์สหรัฐ

บ้างก็สงสัยว่า อาจเป็นการ “วางยา” จากฝ่ายตรงข้ามในประเทศที่ค่ายรถจากญี่ปุ่นทั้งสองแห่งไปปักธงยึดตลาดหรือไม่?

ค่ายรถเปิดศึกล็อบบี้การเมือง ญี่ปุ่นกู้หน้า มะกันชิงตลาด

แต่จากกรณีเรียกรถคืนของฮอนด้าเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นกับถุงลมนิรภัย ยืนยันแล้วว่าซัพพลายเออร์ในสหรัฐของโตโยต้าไม่ใช่ปัญหาเพียงรายเดียว แต่ซัพพลายเออร์ของฮอนด้าที่มีฐานการผลิตในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ก็เป็นตัวปัญหาพอๆ กับซัพพลายเออร์สหรัฐ
ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่าโตโยต้าตกเป็นเหยื่อของการ “วางยา” โดยคู่แข่ง จึงเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลรองรับ

บางคนชี้ว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าโตโยต้ารีบกระโจนเข้าสู่กระบวนการโลกาภิวัตน์เร็วเกินไป จึงหันมาใส่ใจกับปริมาณมากกว่าคุณภาพ ผลก็คือการจ้างซัพพลายเออร์สหรัฐไม่มีการตรวจสอบคุณภาพการผลิตเท่ที่ควร ซึ่งเป็นความผิดพลาดของโตโยต้าเอง

อาจกล่าวได้ว่า เป็นเพราะซัพพลายเออร์สหรัฐมีคุณภาพไม่น่าไว้วางใจอยู่แล้ว ประจวบเหมาะกับที่โตโยต้าใส่ใจกับเรื่องนี้น้อยลง ผลจึงลงเอยกลายเป็นวิกฤตเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตเรียกรถของค่ายญี่ปุ่นมีกลิ่นไม่ชอบมาพากล หรือเรื่องบังเอิญอย่างเหลือเชื่อหลายจุด รวมถึงอะไหล่ที่ผลิตในสหรัฐเกิดบกพร่องขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

ขณะนี้สื่อสายอนุรักษนิยมในสหรัฐ เริ่มหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับแผนการซ่อนเร้นของรัฐบาล และค่ายรถสหรัฐในการโจมตีค่ายรถญี่ปุ่นด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบของตนเองคืนมา

ตัวอย่างเช่น บล็อกเกอร์ประจำหนังสือพิมพ์ USA Today ตั้งข้อสังเกตว่า

“รัฐบาลโอบามา และรัสต์ เบลต์ สมาชิกสภาคองเกรส กำลังฉวยความได้เปรียบทางการเมืองจากกรณีโตโยต้า เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับผู้ผลิตรถยนต์แห่งค่ายดีทรอยต์หรือไม่? พิจารณาจากที่โตโยต้าจำเป็นต้องหยุดขายรถทั้ง 8 รุ่น รวมถึงรถยอดนิยมอย่างคัมรี่และโคโรลล่า ข้อกังขานี้ควรค่าแก่การไถ่ถามอย่างยิ่ง”

ขณะที่บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Washington Examiner แสดงความเห็นว่า

“พิจารณาจากการที่รัฐบาลโอบามาเคยโอบอุ้มกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นที่โปรดปรานที่สุดของรัฐบาลนั้น คือ สหภาพแรงงานรถยนต์ (United Auto Workers หรือ UAW) ระหว่างที่รัฐบาลพยุงกิจการของเจนเนอรัล มอเตอร์ส และไครสเลอร์ เมื่อปีที่แล้ว

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าโตโยต้ากลายเป็นเหยื่อของการกำจัดคู่แข่งให้พ้นอย่างไร้ความเมตตาหรือไม่!”

อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่า วิกฤตเรียกรถคืนของโตโยต้าและฮอนด้ามีมือที่มองไม่เห็นบงการให้เป็นไป แต่วิกฤตนี้เสี่ยงที่จะถูกมองเป็นเรื่องเหลวไหลหากมัวจับจ้องที่วาระซ่อนเร้นลึกลับดำมืดทั้งหลาย

เอาเข้าจริงแล้วโตโยต้าและฮอนค้าไม่ควรเสียเวลาใคร่ครวญทฤษฎีสมคบคิด หรือ Conspiracy Theories เหล่านี้ด้วยซ้ำ ไม่เพียงจะถูกเบี่ยงจากปัญหาที่ต้องแก้ไขเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงที่จะถูกมองจากสาธารณชนว่าพยายามโยนปัญหาด้วยซ้ำ

สิ่งที่ค่ายรถจากญี่ปุ่นจะต้องลงมือทำไปพร้อมๆ กับการแก้ไขจุดบกพร่องทางเทคนิค คือ การใช้กลเม็ดเด็ดพราย และการต่อรองทางการเมือง

เพราะสมรภูมิที่แท้จริงอาจอยู่ที่เวทีการเมือง!

ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ สิ่งสำคัญก็คือ โตโยต้าต้องดึงรัฐบาลสหรัฐให้คล้อยตามตนมากที่สุด แทนที่จะแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงดังเช่นท่าทีของ เรย์ ลาฮูด รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ถูกตำหนิจากหลายฝ่ายว่าไม่เหมาะสมและก้าวร้าวจนเกินไป จากการที่เจ้าตัวลั่นว่า “โตโยต้าจะอยู่ไม่เป็นสุข”

โตโยต้าถือเป็นค่ายรถต่างประเทศที่สามารถเข้าใจวัฒนธรรมทางการเมืองระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐของสหรัฐได้อย่างรวดเร็ว และยังแซงหน้าบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศนี้ ดังจะเห็นได้ว่าโตโยต้าทุ่มเงินถึง 5.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปีที่แล้วสำหรับกระบวนการล็อบบี้นักการเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นงบประมาณที่สูงกว่าค่ายรถบิ๊ก 3 ด้วยซ้ำ

มิหนำซ้ำ โตโยต้ายังมีเครือข่ายนักการเมืองที่กว้างขวาง มีทั้งสมาชิกสภาพรรคเดโมแครต พรรครีพับลิกัน มีทั้งสมาชิกสภาในคณะกรรมาธิการร่วม ที่สำคัญหนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญ คือ เจย์ ร็อกกีเฟลเลอร์ ประธานคณะกรรมาธิการพาณิชย์ วิทยาศาสตร์ และการขนส่ง ผู้ซึ่งมีสัมพันธ์แนบแน่นกับโตโยต้า และยังเป็นผู้ที่รับหน้าที่สืบสวนวิกฤตเรียกรถคืนครั้งนี้!

หากค่ายบิ๊ก 3 มีรัฐบาลสหรัฐเป็นผู้หนุนหลังที่ใหญ่ที่สุด ค่ายรถญี่ปุ่นมีสภาคองเกรสเป็นแหล่งล็อบบี้ที่ใหญ่ที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ไม่ใช่เพียงแค่ “โตโยต้า มอร์เตอร์” เท่านั้นที่กระตือรือร้นกับการล็อบบี้นักการเมืองเพื่อปลุกเร้าความเชื่อมั่นของผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้ แต่คนกลุ่มแรกที่รุดหน้าไปเยี่ยมพบนักการเมืองจากพรรคต่างๆ กลับกลายเป็นพนักงานของโตโยต้า ที่ล่าสุดมี 23 รายที่รีบเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันก่อนหน้าที่สภาคองเกรสจะเปิดการไต่สวนกรณีโตโยต้าเรียรถคืน

ปัญหาสำคัญสำหรับโตโยต้าก็คือ แม้จะสามารถเรียนรู้กระบวนการต่อรองทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังขาดกลไกการกดดันภาครัฐผ่านสหภาพแรงงาน ความขาดแคลนในจุดนี้ ยังผลให้โตโยต้าได้รับการปฏิบัติที่ “ไม่เท่าเทียม” กับค่ายรถยนต์สหรัฐที่รวมตัวกันในชื่อ United Auto Workers

ความเกรงใจสหภาพ UAW นี่เองที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องงัดทุกวิถีทางเพื่อกู้ชีวิตค่ายรถบิ๊ก 3 ของตน จนกระทั่งต้องนำเงินภาษีมาพยุงกิจการของบางค่ายรถ ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นวงจรที่รัฐบาลสหรัฐไม่อาจสลัดหลุด เพราะต้องกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ของจีเอ็ม และเป็นเสมือนหนึ่งผู้ดูแลผลประโยชน์ของ UAW ไปโดยปริยาย

จึงน่าเชื่อว่า UAW และรัฐบาลสหรัฐอาจไม่ปล่อยให้โตโยต้าฟื้นตัวได้ง่ายๆ สมมติฐานนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนทฤษฎีสมคบคิดที่ปราศจากหลักฐาน แต่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของค่ายรถสหรัฐ และแรงงานในสังกัดของ UAW หากค่ายรถญี่ปุ่นจะต้องสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดลง

แต่ก็เชื่อได้เช่นกันว่า โตโยต้า และอาจรวมถึงฮอนด้าจะไม่ปล่อยให้ค่ายรถสหรัฐโจมตีทางการเมืองให้บอบช้ำไปกว่านี้อีกอย่างแน่นอน ถึงปราศจากโครงส้รางสหภาพแรงานที่แข็งแกร่ง แต่เม็ดเงินที่ทุ่มไปเพื่อดึงความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ให้คืนกลับมานั้น เป็นสิ่งที่ค่ายรถญี่ปุ่นไม่เสียดายอย่างแน่นอน

การเอาชีวิตรอดให้ยาวนานที่สุด คือหลักการที่สาคัญที่สุดของการช่วงชิงชัยชนะในสมรภูมิธุรกิจที่มีคู่แข่งอันแข็งแกร่ง!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท