posttoday
ต่างชาติจับตานโยบายเพื่อไทย สู้เงินเฟ้อ-กระตุ้นศก.ไม่ลงตัว

ต่างชาติจับตานโยบายเพื่อไทย สู้เงินเฟ้อ-กระตุ้นศก.ไม่ลงตัว

08 กรกฎาคม 2554

“ปรองดอง” กลายเป็นคำยอดฮิตในยุคหลังเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

“ปรองดอง” กลายเป็นคำยอดฮิตในยุคหลังเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของไทย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

“ปรองดอง” กลายเป็นคำยอดฮิตในยุคหลังเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของไทย ไม่เฉพาะแต่คนในประเทศเท่านั้น แต่ชาวตางชาติยังพลอยลุ้นด้วยว่า สุดท้ายแล้วจะปรองดองกันได้จริงหรือไม่ หรือจะแตกแยกกันยิ่งกว่าเดิม

กระนั้นก็ตาม นักสังเกตการณ์ในประเทศส่วนใหญ่มักให้น้ำหนักของการปรองดองน้อยกว่าทิศทางเศรษฐกิจของไทย เช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่เลือกจะใส่ใจกับนโยบายเศรษฐกิจและสวัสดิการชีวิตของรัฐบาลใหม่มากกว่า การสานฝันปรองดอง ในยุคที่ความขัดแย้งยังคุกรุ่นนับเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก

ยิ่งคนในว่าที่รัฐบาลแย้มนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมเท่าไร ปฏิกิริยาจากต่างประเทศยิ่งตอบรับอย่างรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ล่าสุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอล สตรีต เจอร์นัล ยืนยันว่า จะปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัวต่อไป และพรรคเพื่อไทยไม่มีนโยบายควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาท

 

ต่างชาติจับตานโยบายเพื่อไทย สู้เงินเฟ้อ-กระตุ้นศก.ไม่ลงตัว

เหตุผลของการปล่อยให้เงินบาทมีความเคลื่อนไหวอย่างเสรี ซึ่งหมายถึงแนวโน้มที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นนั้น เพราะรัฐบาลใหม่ต้องการให้เงินบาทแข็งเพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อจากการนำเข้า ซึ่งการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ หรือปัญหาของแพง ถือเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรัฐบาลใหม่เริ่มก่อให้เกิดความสับสนต่อต่างประเทศ เพราะ สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.ปาร์ตี้ลิสต์หมายเลข 10 ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งคร่ำหวอดในด้านเศรษฐกิจ และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสายตาสื่อต่างชาติ เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่า รัฐบาลใหม่ควร “กำหนดและบริหาร” ค่าเงินบาท เพื่อรักษาศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศ

ศักยภาพดังกล่าวย่อมหมายถึงภาคส่งออก อันเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ท่าทีของ สุชาติ เป็นการส่งสัญญาณกลายๆ ไปยังต่างประเทศ ว่าไทยอาจใช้นโยบายตรึงค่าเงินบาทกับตะกร้าสกุลเงินเหมือนจีนและสิงคโปร์

แม้ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังไม่ชัดเจนว่าควรตกเป็นของใคร แต่การแย้มท่าทีเช่นนี้จะส่งผลกระทบไม่น้อยต่อทัศนะของต่างชาติต่อนโยบายการเงินของไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโยงไทยเข้ากับนโยบายค่าเงินของจีน ซึ่งตกเป็นเป้าโจมตีมาโดยตลอด ว่าเป็นการตรึงค่าเงินหยวนเพื่อหวังผลให้กับภาคส่งออก แต่สร้างความเสียหายให้กับประเทศคู่ค้า

แม้ว่าอาจไม่เลวร้ายถึงขั้นที่ไทยจะตกเป็นเป้าโจมตีเหมือนที่จีนประสบ แต่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงทัศนะที่ไม่ตรงกันระหว่างคนในว่าที่รัฐบาลใหม่ ว่าควรช่วยเหลือประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรืออุ้มผู้ประกอบการในภาคส่งออก

ท่าทีที่แตกต่างกันนี้ ย่อมทำให้ต่างชาติเกิดความสับสนว่า แท้จริงแล้วรัฐบาลใหม่กำลังมุ่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เน้นมวลชนเป็นหลัก หรือกำลังมุ่งช่วยภาคส่งออก ที่เน้นภาคธุรกิจเป็นหลักกันแน่

สำนักข่าวรอยเตอร์สแสดงความเห็นว่า นโยบายของ ยิ่งลักษณ์ ยังมุ่งที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ทว่า นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า นโยบายดังกล่าวจะยิ่งทำให้หนี้ของประเทศพอกพูน และทวีความรุนแรงของปัญหาเงินเฟ้อ

เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล ที่เห็นตรงกันว่า นโยบายประชานิยมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำและการเพิ่มราคาข้าว อาจกลายเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อ

นับเป็นความลักลั่นอย่างรุนแรง เพราะยิ่งลักษณ์เองออกปากว่าจะแก้ไขเงินเฟ้อเป็นหลัก แต่นโยบายเศรษฐกิจกลับมีเงื่อนไขให้เงินเฟ้อเป็นปัญหาหนักขึ้น!

อย่างไรก็ตาม สื่อต่างชาติมองว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนับเป็นนิมิตหมายอันดีในแง่หนึ่ง เพราะหลายทศวรรษที่ผ่านมา อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของไทยตามหลังอัตราเงินเฟ้อมาตลอด หรือจะพูดอย่างภาษาตลาดคือ สินค้าแพงกว่าค่าจ้าง หรือค่าจ้างไม่พอซื้อของที่แพงลิ่ว ยังผลให้ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในไทยสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และเป็นมูลเหตุหนึ่งที่ประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่พอใจรัฐบาลที่ไม่ไยดีกับตน และสนใจกับภาคธุรกิจมากเกินไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่องว่างด้านความมั่งคั่งได้บั่นทอนความมั่นคงทางการเมืองของไทยอย่างหนัก และทำให้การเมืองไทยตกอยู่ในลักษณะที่ไม่น่าพึงประสงค์อย่างยิ่ง ดังที่ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักรัฐศาสตร์ชื่อดังเคยใช้เป็นชื่อหนังสือยอดนิยมที่อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองว่า “สองนคราประชาธิปไตย”

นคราแรก คือ ประชาธิปไตยในทัศนะของคนจน

นคราที่สอง คือ ประชาธิปไตยในทัศนะของคนชั้นกลางจนถึงคนรวย

ชนชั้นรากหญ้ามองว่าอีกฝ่ายเอาเปรียบ และต้องการใช้ฐานเสียงอันมหึมาของตนตั้งรัฐบาลที่ตอบสนองปัญหาปากท้อง

ส่วนชนชั้นกลางและคนรวยมองว่า การตัดสินใจของคนรากหญ้าไม่น่าเชื่อถือ และควรชี้นำโดย “ผู้มีการศึกษา” และรายได้ดีกว่า

ผลก็คือ ปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า “คนจนตั้งรัฐบาล คนรวยล้มรัฐบาล”

บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์วอล สตรีต เจอร์นัล ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดทัศนะต่างขั้วในไทยในหลายประเด็น แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ การนำเจ้าตัวกลับบ้านเกิด ซึ่งขณะนี้ยิ่งลักษณ์ในฐานะน้องสาวพยายามบ่ายเบี่ยงมิให้ประเด็นนี้กลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลไทย

แต่อีกประเด็นน่ากังวลไม่แพ้กัน เพราะสื่อนอกรายงานว่า ชนชั้นกลางในเมืองกับคนรวยมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มักครอบงำระบอบประชาธิปไตยอันเปราะบางของไทย

แม้จะไม่ระบุอย่างตรงไปตรงมา แต่การอ้าง “ประชาธิปไตยอันเปราะบาง” ย่อมสะท้อนถึงการใช้นโยบายสวัสดิการประชานิยมเพื่อดึงคะแนนนิยมของคนจนและชาวชนบท แต่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชนชั้นกลางในเมือง

น่าสนใจว่า นโยบายลดเงินเฟ้อของรัฐบาลเพื่อไทย ถูกมองว่าเป็นประชานิยมระดับหนึ่ง รอยเตอร์สถึงกับใช้คำว่า เป็นการ “ฟื้นระบอบทักษิโนมิกส์” ขึ้นมาใหม่

แม้จะเสี่ยงกับแรงต้านอีกครั้ง แต่หากนโยบายของรัฐบาลใหม่สามารถลดช่องว่างได้ระดับหนึ่ง ถึงจะเสี่ยงกับเงินเฟ้อก็นับเป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่า เพื่อลบรอยร้าวในสังคมไทยที่ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ปัญหาและทางออกนี้ แม้แต่ต่างชาติยังมองทะลุ แต่น่าเสียดาย เพราะยากที่คนไทยด้วยกันเองจะลงมือ หรือยินยอมให้ทำ

 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน