
รมต.ไม่มีสิทธิยับยั้งส่งเรื่องให้ตำรวจ
พาณิชย์ยกมาตรา36กม.ต่างด้าวยัน อลงกรณ์โต้การเมืองไม่ได้แทรกแซง
พาณิชย์ยกมาตรา36กม.ต่างด้าวยัน อลงกรณ์โต้การเมืองไม่ได้แทรกแซง
พาณิชย์ยันมาตรา 36 ระบุรัฐมนตรีไม่มีอำนาจยับยั้งการส่งเรื่องไปให้ตำรวจดำเนินคดี ด้านอลงกรณ์โต้ไม่ได้แทรกแซง
แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรณีนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ สั่งระงับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไม่ให้ส่งผลสรุปตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ไปให้ตำรวจสอบสวนต่อว่าตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 36 ให้อำนาจรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีสิทธิสั่งการตรวจสอบผลการทำงานของกรมได้ โดยใช้อำนาจด้านนโยบายในเรื่องการช่วยกลั่นกรอง แต่ไม่มีอำนาจยับยั้งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งเรื่องดำเนินคดีกับตำรวจ
ตามมาตรา 36 ได้ให้อำนาจกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะนายทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิดำเนินการ กรณีที่ตรวจพบว่าบริษัทที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจผิดหรือมีการถือหุ้นแทนคนต่างชาติ ซึ่งจะมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษหรือแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจหรือหน่วยงานที่ดูแลคดีเป็นพิเศษ ซึ่งจะสอบสวนกรณีดังกล่าวต่อ เพราะกรมเป็นแค่นายทะเบียน ไม่ใช่พนักงานสอบสวน จึงไม่สามารถข้ามขั้นตอนของตำรวจส่งเรื่องไปให้อัยการได้
ถึงรัฐมนตรีกำกับดูแลกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะมีอำนาจให้ปฏิบัติตามนโยบาย แต่ตามมารยาทการเมืองที่การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ควรเข้ามาแทรกแซงงานประจำของข้าราชการ
นอกจากนี้ บุคคลที่นายอลงกรณ์ตั้งให้ตรวจสอบผลสรุปดีแทค คือนายสัญญา สถิรบุตร ประธานที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ ไม่มีความเชี่ยวชาญและอำนาจที่จะสืบสวนสอบสวน เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจ แม้กระทั่งกรมยังไม่สามารถตรวจสอบได้ลึกพอ เหมือนกรณีบริษัท กุหลาบแก้ว ที่สุดท้ายตำรวจต้องไปสืบสวนต่อ แม้จะมีการกล่าวโทษจากกรมแล้วก็ใช้เวลาเป็นปี
อย่างไรก็ตาม วันที่ 7 ก.ค. นายสัญญาจะแถลงข่าวประเด็นดีแทคกับทรูมูฟ ทำให้กระทรวงพาณิชย์เสียหายอย่างไร
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่ได้แทรกแซงทางการเมือง เป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะกรมเป็นหน่วยงานในสังกัดที่ตนรับผิดชอบ เมื่อเห็นว่าทำไม่ถูกต้อง ก็สั่งให้ปรับวิธีให้ถูกต้อง โดยนายสัญญาจะส่งผลสอบมาวันที่ 11 ก.ค.นี้
นายจอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า ผิดหวังที่ทางกระทรวงพาณิชย์เลือกปฏิบัติ ที่ผ่านมาดีแทคมั่นใจว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายไทยมาโดยตลอด และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคารพต่อกระบวนการตรวจสอบที่ยังไม่เสร็จสิ้น โดยปราศจากการแทรกแซงใดๆแม้ว่าตามมาตรา 36 จะให้อำนาจ รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ในการกำกับดูแลธุรกิจคนต่างด้าวไว้ แต่เป็นเพียงตำแหน่งที่กฎหมายกำหนด และถือว่ารมว.พาณิชย์ได้มอบหมายให้ตนดูแลหน่วยงานในสังกัดแล้ว
ทั้งนี้ การดึงผลตรวจสอบสถานนะดีแทคมาดูใหม่ เพราะต้องการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อส่งสัญญาให้ชัดเจนว่านักลงทุนจากต่างชาติจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ไม่ใช่หลอกคนไทยทำธุรกิจ เพราะเมื่อธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศ ก็ปฏิบัติตามกฎหมายประเทศนั้นอย่างเคร่งครัด คงไม่มีประเทศไหนยอมให้ธุรกิจทำผิดกฎหมายประเทศที่ไปลงทุน ดังนั้นจึงอยากส่งสัญญาไปยังหอการค้าต่างประเทศที่อยู่ในไทยประมาณ 30 กว่าแห่ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างถูกต้อง และกรมในฐานะนายทะเบียนผู้ดูแลกฎหมาย ก็ไม่ควรปล่อยให้มีการถือหุ้นแทนต่างชาติ (นอมินี) เต็มประเทศไปหมด
นอกจากนี้ ยังถือเป็นการบ้านของรัฐบาลใหม่ที่ควรจะเข้ามาทำเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจน เหมือนอย่างกรณีบริษัทกุหลาบแก้ว ที่ฟันธงว่ากระทำผิดกฎหมายต่างด้าว และถูกร้องทุกข์กล่าวโทษเป็นนอมินี ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นกรณีของดีแทคเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ต้องระบุให้ชัดเช่นกันอย่างไรก็ตาม คาดว่า นายสัญญา สถิรบุตร ประธานที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากตนให้ไปตรวจสอบข้อสรุปโครงสร้างดีแทค จะพิจารณาแล้วเสร็จและส่งความเห็นมาให้ตนภายในวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งจะฟันธงว่าดีแทคผิดกฎหมายต่างด้าวหรือไม่ หากยังไม่ชัดเจนจะส่งให้ตำรวจไปดำเนินการสอบสวนต่อ แต่หากผิดจะให้กรมเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีส่งฟ้องศาลต่อไป โดยข้ามขึ้นตอนของตำรวจไม่ต้องสืบสวนสอบสวนต่อ
การตรวจสอบโครงสร้างดีแทคครั้งนี้ ยืนยันว่าจะไม่กระทบต่อผู้บริการของดีแทค หากมีการกระทำผิดกฎหมายจริง ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะปิดตัวลง โดยจะดำเนินคดีกับผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยที่ถือหุ้นแทนต่างด้ว และคนต่างด้าวที่ให้คนไทยถือหุ้นแทนตามกฎหมาย ถือเป็นความผิดทางอาญาด้วย เพราะเป็นการหลอกลวงเจ้าหน้ารัฐ เนื่องจากกระบวกการสุดท้ายที่ศาลจะตัดสินผลออกมา ศาลจะพิจารณาจากโทษเบาไปหาหนัก คือดีแทคสามารถปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทยได้
“อลงกรณ์” ปัดการเมืองแทรกตรวจนอมินีดีแทค อ้างใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินจัดการ ระบุ 11 ก.ค. มีคำตอบ หากผิดส่งดำเนินคดีฟ้องศาลทันที ***
ทั้งนี้ ประเด็นการครอบครองธุรกิจโดยต่างชาติของดีแทค ได้ถูกกล่าวถึงก่อนหน้านี้แล้วในช่วงการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อการการประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือ ไลเซ่นส์ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งผลจากการตรวจสอบอย่างละเอียด ในครั้งนั้นได้ยืนยันคุณสมบัติของดีแทคในฐานะบริษัทไทยแล้ว
“การให้ข้อมูลที่ยังไม่มีข้อสรุปหรือยังไม่ครบสมบูรณ์ รวมทั้งคำกล่าวหาดีแทคในรูปแบบต่างๆ นั้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท ซึ่งหากผู้ที่เกี่ยวข้องปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และยึดตามหลักเกณฑ์ของการตรวจสอบที่ถูกต้องแล้ว จะสามารถคลี่คลายประเด็นดังกล่าวได้ชัดเจน” นายเอ็ดดี้กล่าว
ที่ผ่านมา ดีแทคได้ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วมากกว่า 1.3 แสนล้านบาท นำส่งส่วนแบ่งรายได้ให กสท โทรคมนาคม มากกว่า 1 แสนล้านบาท ยังไม่รวมถึงรายได้ในรูปแบบอื่นๆ ต่อหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ในประเทศไทย







