posttoday
งบ2.3ล้านล้านมาจากไหน? สนองนโยบาย 'ปูแดง'

งบ2.3ล้านล้านมาจากไหน? สนองนโยบาย 'ปูแดง'

07 กรกฎาคม 2554

นโยบายการบริหารจัดการประเทศที่พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

นโยบายการบริหารจัดการประเทศที่พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจ

นโยบายการบริหารจัดการประเทศที่พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประกาศหาเสียงไว้ ซึ่งใช้เงินทุนมากมายมหาศาล ได้ก่อให้เกิดคำถามมากมายว่า จะหาเงินมาจากไหนมาสานฝัน

เพราะถ้าหากรวบรวมโครงการต่างๆ ที่ประกาศไว้นั้น ยอดทะลุไปถึง 2.3 ล้านล้านบาทเศษ

เงินที่ต้องมาใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายมหึมาชุดนี้มีจำนวนที่มากกว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลในแต่ละปีเสียอีก

จำแนกโครงการหลักที่คณะรัฐบาล “ปูแดง-ยิ่งลักษณ์” ประกาศลั่นวาจาไว้กับประชาชีว่า จะทำให้คนไทยกินดีอยู่ดีขึ้นกว่าเดิมมี 13 โครงงานหลัก

ประกอบด้วย หนึ่ง สร้างรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 10 สาย ใช้งบประมาณร่วม 2.5 แสนล้านบาท

สอง ลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อต่อยอดแอร์พอร์ตลิงก์ ใช้งบประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท

งบ2.3ล้านล้านมาจากไหน? สนองนโยบาย 'ปูแดง'

สาม สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ตั้งแต่หนองคาย-กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ใช้เงินลงทุนรวม 1 แสนล้านบาท

สี่ ลงทุนด้านการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ 25 ลุ่มน้ำ เพื่อให้เกษตรกรในแต่ละพื้นที่มีน้ำใช้ในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร เพื่อตอบสนองต่อโครงการครัวไทยคือครัวโลก ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 4 แสนล้านบาท

ห้า ฟื้นโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคขึ้นมาใหม่ ใช้งบประมาณร่วม 1.3 แสนล้านบาท

หก โครงการบัตรเครดิตชาวนา และเลิกประกันรายได้มาใช้วิธีการจำนำข้าว มูลค่าโครงการ 3 แสนล้านบาท

เจ็ด บัตรเครดิตมันสำปะหลังและสนับสนุนการผลิตเอทานอล ใช้เงินลงทุน 1.74 แสนล้านบาท

แปด โครงการบ้านหลังแรกหักภาษีได้ จำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท

เก้า โครงการรถคันแรก ใช้เงินลงทุนร่วม 7.5 หมื่นล้านบาท

สิบ โครงการยกระดับพัฒนากองทุนหมู่บ้าน ใช้เงินลงทุน 8 หมื่นล้านบาท

สิบเอ็ด โครงการเอสเอ็มแอล ใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 9.3 หมื่นล้านบาท

สิบสอง โครงการ 1 เด็กนักเรียน 1 แท็บเล็ต เพื่อยกระดับการศึกษา ใช้วงเงินร่วม 2.75 หมื่นล้านบาท

สุดท้ายคือ โครงการกองทุนตั้งตัวมหาวิทยาลัยละ 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เงินไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท

นี่ยังไม่นับโครงการถมทะเลอีกกว่า 1 แสนล้านบาท

ปัญหาที่ต้องพิเคราะห์คือ รัฐบาลใหม่จะหาเงินมาลงทุนในโครงการต่างๆ เหล่านี้มาจากไหน

ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการลงทุนนอกเหนือจากโครงงานปกติของหน่วยงานต่างๆ มากมายมหาศาลขนาดนี้หรือไม่

เพราะหากลงทุนมากมายขนาดนี้ หมายถึงการปฏิรูปวิธีการลงทุนของประเทศใหม่ทั้งหมด

เนื่องเพราะขีดความสามารถของประเทศนี้มีเงินในการลงทุนแต่ละปีที่เป็นงบประมาณการลงทุนจริงแค่ปีละไม่ถึง 3.5 แสนล้านบาทเท่านั้น

สัญญาณชัดๆ จากปากของ โอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ในห้วงการหาเสียงบอกชัดว่า การลงทุนใน 13 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 2.3 ล้านล้านบาท นั้นจะทยอยลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า

แม้งบประมาณการลงทุนโดยรวมจะวางไว้สูงถึง 2 ล้านล้านบาท แต่การลงทุนจริงจะตกประมาณปีละแค่ 4 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 4% ของจีดีพี 10 ล้านล้านบาท

หากลงทุนอย่างต่อเนื่องจะทำให้เศรษฐกิจเกิดการเติบโตกระจายออกไปในทุกมิติ

ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของการลงทุนเหล่านี้จะตกอยู่กับคนฐานรากและคนชั้นกลาง เมื่อคนฐานรากและคนชั้นกลางมีรายได้จากการมีงานทำเพิ่มขึ้น ก็จะใช้จ่ายเงินไปซื้อสินค้าและทำให้เศรษฐกิจที่เคยซบเซาเริ่มฟื้นขึ้นมา

พิมพ์เขียวในการบริหารจัดการการคลังและงบประมาณของพรรคเพื่อไทยนั้น ได้ตีกรอบแผนการบริหารการคลังสำหรับการลงทุนไว้ดังนี้

ถ้าปี 2554 งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2.16 ล้านล้านบาท ประมาณการรายได้รวม 1.85 ล้านล้านบาท งบขาดดุลงบประมาณ 3.1 แสนล้านบาท

พอถึงปี 2555 ที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาปรับรื้อใหม่จะมีงบประมาณรายจ่ายรวม 2,292,000 ล้านบาท ประมาณการรายได้รวมจะตกประมาณ 1,863,675 ล้านบาท หรือขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 1.95 ล้านล้านบาท ยอดการขาดดุลงบประมาณจะตกประมาณ 428,325430,000 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 จะมียอดรายจ่ายรวม 2,433,000 ล้านบาท ประมาณการรายได้รวมจะไม่น้อยกว่า 2,091,832 ล้านบาท เป็นงบขาดดุลงบประมาณ 341,168 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 มียอดรายจ่ายรวม 2,586,000 ล้านบาท ประมาณการรายได้รวม 2,335,750 ล้านบาท เป็นงบขาดดุลงบประมาณ 250,250 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 เป็นงบที่มีรายจ่ายรวม 2,735,000 ล้านบาท ประมาณการรายได้รวม 2,596,825 ล้านบาท ขาดดุลงบประมาณทั้งสิ้น 138,175 ล้านบาท

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2559 เป็นงบรายจ่ายรวม 2,902,500 ล้านบาท รายได้รวม 2,826,574 ล้านบาท ขาดดุลงบประมาณแค่ 75,926 ล้านบาท

พอถึงปี 2560 รัฐบาลก็จะจัดทำงบประมาณแบบสมดุลจำนวน 3,076,650 ล้านบาท

จะเห็นว่างบลงทุนนั้นไม่ขยายตัวมากนัก ยกเว้นปีงบประมาณ 2555 ที่การขาดดุลงบประมาณจะสูง อาจเป็นไปได้ว่าเพราะจะมีการลดภาษี การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แต่หลังจากนั้นการขาดดุลจะค่อยๆ ลดลง

ถ้าสถานการณ์เป็นเยี่ยงนี้ รับรองได้ว่าเม็ดเงินที่รัฐบาลนี้จะนำมาใช้ในการพัฒนานั้น จะมาจากการรัดเข็มขัดงบประมาณรายจ่ายประจำให้หล่นลงมาอยู่ในระดับ 6-7%

แต่เม็ดเงินที่ได้จากการรัดเข็มขัดการควบคุมงบประมาณรายจ่ายนั้น จะได้แค่น้ำจิ้มเท่านั้น เมื่อเทียบกับการลงทุนชุดมหึมาของพรรคเพื่อไทย

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่รัฐบาลใหม่จะมีการแบ่งงบประมาณและประมาณการรายได้ขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยไม้เดิมที่เคยโจมตีรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่นคือ “ขยายวงเงินกู้ยืมมาลงทุน” ให้เพิ่มขึ้น

เพราะถึงตอนนี้ “ข้าราชการกระทรวงการคลัง” ที่เป็นคนใกล้ชิดพรรคไทยรักไทย หอบเอกสารต่างๆ ไปอรรถาธิบายแล้วแอ่นอกแฟบๆ การันตีว่า รัฐบาลใหม่สามารถเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ขึ้นมาได้อีก 1 .3 แสนล้านบาท

โดยเชื่อว่ากรมจัดเก็บรายได้สามารถหาเงินเพิ่มได้อีกไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังสามารถขยายวงเงินการกู้เพื่อทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนดได้อีก 1.3 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับกรอบเดิมที่รัฐบาลกำหนดกรอบไว้ทั้งสิ้น 2.25 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท เป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน 1.86 แสนล้านบาท ถ้ารัฐบาลต้องการใช้เงินเพิ่มก็สามารถเพิ่มการขาดดุลได้อีก 1.3 แสนล้านบาท งบขาดดุลก็เพิ่มเป็น 4.86 แสนล้านบาท

เชื่อได้ว่า อาวุธในการหาเงินจะไม่พ้นจากไม้ตายอันนี้

เพราะจะไปหวังเม็ดเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการลดภาษีนิติบุคคล แล้วจะเกิดพลังผลักดันให้เกิดกำลังซื้อสินค้า รัฐบาลจะได้เก็บภาษีเพิ่มขึ้น คงจะหวังได้ลำบาก เนื่องจากเป็นปัจจัยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้

นอกจากนี้ การคาดหวังว่าจะมีรายได้ที่จะมาจากการเพิ่มค่าจ้างเป็น 300 บาท และเงินเดือนเป็น 1.5 หมื่นบาท จะทำให้คนจะบริโภคมากขึ้น ทำให้เก็บภาษีแวตเพิ่มนั้น ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะการขึ้นเงินเดือนจะตามมากับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ไม่แน่กำลังอาจหดตัวจากอิทธิฤทธิ์ของเงินเฟ้อก็ได้

ครั้นจะมาหวังว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากการทำระบบขนส่งต่างๆ เพื่อทำให้ต้นทุนค่าขนส่งลดลงจากระดับ 19% แล้วจะทำให้ผู้ประกอบการขายของถูกลงก็ใช่ที เพราะในระบบการค้าเสรีแล้วไซร้ ไม่มีทางที่ผู้ประกอบการจะลดราคาสินค้าลงมาเพราะค่าขนส่งลดลง

มิติเดียวที่จะเกิดขึ้นหากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในโครงการต่างๆ ทั้งการลงทุนเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและหว่านเมล็ดพันธุ์ประชานิยมลงไปในหัวใจชาวบ้านย่อมหนีไม่พ้น “กู้ และ กู้”

ไม่เชื่อโปรดรอดู แล้วจะได้เห็นกัน

เพราะสัดส่วนของรายจ่ายกับสัดส่วนของรายได้ของรัฐเพื่อมาลงทุนนั้นขยายตัวห่างกันไม่เห็นฝุ่น

ถ้างบลงทุนที่เกิดขึ้นแน่นอนตามนโยบายปีละ 4 แสนล้านบาท เชื่อได้เลยว่ารายได้รัฐบาลขยายตัวได้ปีละไม่ถึง 1 แสนล้านบาทแน่

การอุดรูโหว่ตรงนี้ไม่มีทางไหนดีกว่าการกู้ยืมเงินมาก่อนแล้วผ่อนทีหลัง

เพียงแต่ต้องควบคุมการขยายตัวของเศรษฐกิจกับสัดส่วนของการกู้เงินไม่ให้เกิดอันตรายต่อหนี้สาธารณะเท่านั้น

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ