
ความตกลงหุ้นส่วนเศรษกิจไทย-ญี่ปุ่น(จบ)
คอลัมน์ หนึ่งเสียงเพื่อสร้างสรรค์ ได้ลงเรื่องเกี่ยวกับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น หรือ JTEPA
คอลัมน์ หนึ่งเสียงเพื่อสร้างสรรค์ ได้ลงเรื่องเกี่ยวกับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น หรือ JTEPA
โดย..พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
มาหลายๆ เรื่องมากแล้ว ผู้เขียนพยายามจะให้จบในฉบับของวันพุธที่เพิ่งผ่านมา แต่ก็จบไม่ลง เพราะอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่า เป็นความตกลงที่ครอบคลุมหลายเรื่องมาก ทั้งการเปิดตลาดการค้าสินค้าและบริการ เรื่องการลงทุน เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงเรื่องความร่วมมือต่างๆ แถมยังมีการกำหนดไว้ด้วยว่า หลังจากปี พ.ศ. 2550 ที่ JTEPA มีผลใช้บังคับแล้ว ก็ให้มีการหารือเพิ่มเติมทั้งในเรื่องการเปิดตลาดสินค้า บริการ และเรื่องการลงทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป และให้มีการทบทวนความตกลง JTEPA นี้ทุกๆ 10 ปี
ปี พ.ศ. 2553 ที่จริงผ่านมาแล้ว และทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ได้หารือกัน จึงน่าจะเป็นตัวเลขของปีที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายหันกลับมาดูผลของ JTEPA กันอีกครั้งว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะนักธุรกิจทั้งส่งออกนำเข้า และภาคการผลิตทั้งหลาย แล้วก็เตรียมตัวกันไว้ ถ้ารัฐบาลเขาเสร็จเรื่องยุ่งๆ กันแล้ว ทั้งเรื่องการเลือกตั้งในฝ่ายไทย และภัยพิบัติจากธรรมชาติในฝ่ายญี่ปุ่น แล้วหันมาดูความตกลง JTEPA กันอีกว่ามีข้อผูกพันอะไรบ้าง จะได้พร้อมที่จะเจรจากัน ดังนั้นผู้เขียนจึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ดูกัน และได้ให้ข้อมูลและความเห็นไปแล้ว ในส่วนของการค้าสินค้า การลงทุน การค้าบริการ และความร่วมมือต่างๆ
ในส่วนของบริการได้หยิบยกประเด็นเรื่องการที่ญี่ปุ่นเปิดให้คนญี่ปุ่นเดินทางมารับการรักษาพยาบาลในไทยโดยเบิกค่าใช้จ่ายจากเงินกองทุนได้ 70 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับที่เบิกได้ในญี่ปุ่น คราวนี้ผู้เขียนก็อดหยิบยกประเด็นการรักษาพยาบาลนี้ในส่วนที่ไทยเปิดให้ญี่ปุ่นไม่ได้ ในส่วนที่ไทยเปิดให้ญี่ปุ่นก็คือ เปิดให้แพทย์ญี่ปุ่นสามารถขออนุญาตเข้ามาพร้อมกับคนญี่ปุ่น ที่มารักษาพยาบาลในไทย เพื่อให้คำปรึกษาทางการแพทย์แก่คนญี่ปุ่นนั้นๆ ได้ แต่แน่นอนว่าไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลเป็นการทั่วไปได้ หากไม่มีใบประกอบโรคศิลปะของไทย ก็เรียกว่าแง้มๆ ประตูกันฝ่ายละนิดละหน่อยพอหอมปากหอมคอ แต่ในเรื่องนี้ ฝ่ายไทยอาจจะเป็นฝ่ายที่แง้มนิดเดียว
นอกจากนี้ เรื่องการค้าบริการที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดาระหว่างสองประเทศ (Movement Of Natural Person) ซึ่งในความตกลงมีการเปิดให้บ้าง โดยระบุประเภทของคนที่เข้าไปติดต่อธุรกิจและทำงานในสาขาธุรกิจบริการบางประเภท รวมทั้งเปิดให้มีการยอมรับคุณสมบัติ ใบอนุญาต หรือหนังสือรับรองมาตรฐาน ฝีมือแรงงานและวิชาชีพที่ออกให้ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ไทยหรือญี่ปุ่น) โดยเฉพาะการที่ญี่ปุ่นจะผ่อนปรนหรืออำนวยความสะดวกให้คนไทยไปทำงานในญี่ปุ่นได้ โดยเฉพาะในอาชีพที่คนไทยมีความชำนาญ เช่น ผู้ประกอบการอาหารไทย พนักงานนวดแผนไทยและสปา คนดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่ในเรื่องนี้ผู้เขียนยังค้นหาไม่พบว่ามีใครทำการวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค หรือศึกษาว่ามีหรือไม่ มีการปฏิบัติเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไร และผลเป็นอย่างไร นอกจากเห็นว่ามีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาและตกลงกันว่าจะประชุมอย่างน้อยปีละครั้ง และตั้งอนุกรรมการพิเศษเพื่อการยอมรับร่วมกัน ซึ่งประโยคหลังนี้ฟังดูไม่น่าจะเข้าใจ และเพื่อไม่ให้งงกันไปใหญ่ ขอเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษดีกว่าว่าเป็น Special Subcommittee on Mutual Recognition เพื่อหาทางในการจัดทำความร่วมมือ และทำ Mutual Recognition ในเรื่องมาตรฐานฝีมือแรงงานและวิชาชีพ ซึ่งก็อีกนั่นแหละว่า ในเรื่องนี้คงจะต้องมีการติดตามผลกันต่อไป
ประเด็นที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาค่อนข้างจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากการให้ความมั่นใจเรื่อง “การคุ้มครอง” สิทธิด้านทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และพันธุ์พืชใหม่ มีการอ้างอิงหลักการตามความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า หรือ TRIPS ภายใต้ WTO (World Trade Organization หรือองค์การการค้าโลก)
อาจจะมีต่างไปอยู่บ้างตรงที่ใน JTEPA มีการยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะปฏิบัติตามความตกลงต่างๆ ที่เป็นความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น เช่น อนุสัญญากรุงเบิร์น เพื่อให้ความคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม อนุสัญญากรุงปารีส ที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินอุตสาหกรรม ความตกลงกรุงนีสเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เป็นต้น ซึ่งความตกลงเหล่านี้ ทั้งสองประเทศคือไทยและญี่ปุ่นก็เป็นสมาชิกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะย้ำถึงหรือไม่ ทั้งสองประเทศก็ต้องปฏิบัติตามความตกลงอยู่ดี จึงอาจจะมีไว้เพื่อให้ครบถ้วนเท่านั้น
และก็เช่นเดียวกับเรื่องสำคัญอื่นๆ คือ มีอนุกรรมการว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่ตั้งขึ้นเพื่อทบทวนการดำเนินการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งนับตั้งแต่ JTEPA มีผลบังคับใช้ปี พ.ศ. 2550 ก็ยังไม่มีการประชุมเลย
ถึงแม้ว่าการทบทวนภาคการค้าสินค้าแล้ว จะเห็นว่าไทยค่อนข้างจะเสียเปรียบในการทำความตกลงครั้งนี้ และชิปส์ในกระเป๋าที่จะใช้ในการต่อรองในรอบต่อไปก็แทบจะไม่มีเลย เพราะไทยมีเหล็กเพียงสินค้าเดียวที่สงวนไว้ ยังแค่แง้มๆ ประตูอยู่ ขณะที่ญี่ปุ่นยังมีสินค้าอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่ม P กลุ่ม Q หรือกลุ่ม R โดยมีรายการสินค้ายาวเหยียดที่เกือบทั้งหมดเป็นสินค้าเกษตร
แต่โอกาสของไทยในการส่งสินค้าเกษตรไปญี่ปุ่นก็ยังมีอยู่อีกมากมายมหาศาล โดยเฉพาะผักและผลไม้ รวมถึงการร่วมลงทุนในการผลิต เพื่อให้สามารถผลิตได้ตรงตามคุณภาพมาตรฐานที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการ โอกาสนี้เปิดขึ้นหลังจากเกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติในญี่ปุ่น ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักว่าการเลี้ยงตัวเองให้ได้โดยอาหารในประเทศเท่านั้น (Self Sufficiency) อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียว แต่อาจจำเป็นต้องมีแหล่งอาหารสำรองไว้นอกประเทศด้วย ที่ผ่านมาญี่ปุ่นไปลงทุนทำไร่วาซาบิไว้ที่อินโดนีเซีย เพื่อส่งเข้ามาในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งก็สามารถสนองตอบความต้องการของตลาดได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการทั้งหมด และขณะนี้เท่าที่ทราบ ญี่ปุ่นก็กำลังมองหาแหล่งผลิตต้นข่าชนิดหนึ่งที่คนญี่ปุ่นชอบบริโภค แต่ปัจจุบันปลูกในญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด และปลูกได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นใน 1 ปี อุปทานจึงยังไม่พอกับอุปสงค์ นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ผู้เขียนได้ไปคุยมากับผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ของญี่ปุ่น โอกาสในสินค้าอื่นๆ ก็ยังเปิดอยู่มาก เช่น สับปะรด ก็เริ่มจะส่งกันเข้าไปได้บ้างแล้ว
ดังนั้น มือใครยาวก็ลองยื่นกันไปดู คงจะต้องถึงคราวสาวได้สาวเอาบ้างแล้ว แม้ว่าช่องทางที่รัฐบาลเปิดไว้จะไม่กว้างมากนัก แถมยังตะปุ่มตะป่ำอีก แต่ก็เสริมกับโอกาสที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้พอดี ก็น่าจะแสวงการประโยชน์ที่เป็นกอบเป็นกำได้เพิ่มมากขึ้น







