
หนึ่งคนหยัดหนึ่งศตวรรษ เสม พริ้งพวงแก้ว(6)
งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ท่านอาจารย์เสมได้ทำไว้ คือ บัญชียาหลักแห่งชาติ
งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ท่านอาจารย์เสมได้ทำไว้ คือ บัญชียาหลักแห่งชาติ
โดย..นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ยาเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ ในประวัติศาสตร์การแพทย์ ยาที่มีบทบาทสำคัญถึงขั้นเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติคือ วัคซีนและยาปฏิชีวนะ
วัคซีนตัวแรกที่มนุษย์ค้นพบคือวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษหรือฝีดาษ ทำให้มนุษย์สามารถเอาชนะโรคร้ายที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์ไปมากมายได้สำเร็จ เป็นโรคแรกและโรคเดียวที่วงการแพทย์และสาธารณสุขสามารถขจัดกวาดล้าง (Eradication) จนหมดไปจากโลกและสามารถหยุดการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ไปได้แล้วหลายทศวรรษ
ยาปฏิชีวนะตัวแรกที่มนุษย์ค้นพบและสามารถพัฒนามาเป็นยารักษาโรคได้อย่างชะงัดคือ เพนิซิลลิน ทั้งวัคซีนป้องกันไข้ทรพิษและยาเพนิซิลลิน ค้นพบโดยชาวอังกฤษ สำหรับวัคซีนไข้ทรพิษถือเป็นวัคซีนใน “อุดมคติ” เพราะป้องกันโรคได้ดีโดยปลูกครั้งเดียวป้องกันโรคได้นานนับสิบปี เก็บรักษาง่าย ใช้ง่าย และข้อสำคัญคือราคาถูกมาก เพราะไม่เคยมีสิทธิบัตรผูกขาดมาตั้งแต่ต้น
สำหรับเพนิซิลลิน เมื่อค้นพบและพัฒนามาเป็นยาได้ใหม่ๆ ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาวิจัยการแพทย์ของอังกฤษก็ตั้งใจจะยึดมั่นในอุดมคติด้านมนุษยธรรม คือ ไม่จดสิทธิบัตร แต่ปีต่อมาก็ไม่สามารถต้านทานอิทธิพลของระบบธุรกิจและจดสิทธิบัตรในที่สุด
นอกจากผลของระบบสิทธิบัตรแล้ว ยายังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบธุรกิจและมีการใช้ระบบ “สินบนปนน้ำใจ” อย่างกว้างขวาง จน “จรรยาบรรณวิชาชีพ” ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงทำให้เกิดปัญหาทั้งสองด้าน คือ ด้านหนึ่งทำให้เกิดการใช้ยาเกินจำเป็นเพื่อผลประโยชน์แอบแฝง ขณะที่ด้านหนึ่งคนยากจนเข้าไม่ถึงยาเพราะยาราคาแพง
ขณะที่มีผู้แสวงหาผลประโยชน์ ก็มีผู้พยายามยึดมั่นในอุดมการณ์ของวิชาชีพ ท่านหนึ่งที่ต่อสู้เรื่องนี้อย่างแข็งขันคือ นพ.สันต์ สิงหภักดี ซึ่งต่อสู้มาตั้งแต่สมัยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ทำให้ท่าน “มีศัตรูเยอะ แต่ก็ประหยัดเงินได้เยอะ” ท่านเล่าว่าท่านถูกต่อต้านมาก เพราะ “1) พวกหมอต้องการเสรีภาพ ยึดถือกันจนกระทั่งเป็นบ้า 2) ได้ผลประโยชน์จากบริษัทยา เช่น ถ้าสั่งยาอย่างนี้เข้าโรงพยาบาล พอหมอจะสั่งยาเข้าคลินิกส่วนตัวก็จะได้ลด 50% ถ้าหมอผู้ใหญ่หน่อย บางปีเขาก็ให้ทุนไปต่างประเทศ...”
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและความต้องการใช้ยาตามอำเภอใจ ทำให้ประเทศไทยขณะนั้นมียาขึ้นทะเบียนในชื่อยาต่างๆ ถึงกว่า 2 หมื่นรายการ ขณะที่ “บัญชียาจำเป็น” (Essential Drug List) ขององค์การอนามัยโลกมียาเพียง 200300 รายการเท่านั้น งบประมาณค่ายาก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
โชคดีของประเทศไทยสมัยนั้นที่ผู้มีอำนาจยังเห็นคุณค่าของคนดีอย่าง นพ.สันต์ สิงหภักดี จึงแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และได้ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติจนสำเร็จ และประกาศใช้ได้เมื่อปี พ.ศ. 2524 โดยท่านอาจารย์เสมเป็นผู้ประกาศใช้ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสมัยที่ 4 ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
นอกจากการประกาศบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อตีกรอบการใช้ยาในโรงพยาบาลแล้ว เพื่อให้ประชาชนในชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ สามารถเข้าถึงยาจำเป็นได้เพิ่มขึ้น ท่านอาจารย์เสมยังได้ประกาศรายการยาจำเป็นสำหรับการสาธารณสุขมูลฐาน ให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นชาวบ้านที่มีความรู้พื้นฐานเพียงอ่านออกเขียนได้และได้รับการฝึกอบรมจากกระทรวงสาธารณสุขสามารถสั่งใช้ยาจำเป็นได้รวม 62 รายการ นับเป็นการ “เพิ่มอำนาจให้ประชาชน” ไม่ให้จำกัดอยู่แต่ภายในวงวิชาชีพเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับข้อเสนอ “การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ” ที่คณะปฏิรูปของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุน ได้เสนอเมื่อไม่นานมานี้
นอกจากนี้ เพื่อให้บัญชียาหลักมีผลบังคับใช้ ท่านอาจารย์เสมยังได้ออกระเบียบกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้โรงพยาบาลต่างๆ ใช้บัญชีดังกล่าว ตั้งแต่ วันที่ 1 ต.ค. 2524 และต่อมาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุยังกำหนดให้โรงเรียนแพทย์ต่างๆ ใช้บัญชียาหลักแห่งชาติด้วย
การผลักดันให้โรงเรียนแพทย์ใช้บัญชียาหลักถูกต่อต้านขัดขวางมาก แม้จะมีผู้พยายามผลักดัน เช่น ศ.ดร.ประดิษฐ์ หุตางกูร คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการยาอยู่ด้วย ในการประชุมคณะกรรมการยาคราวหนึ่ง อาจารย์ประดิษฐ์ ซึ่งจริงจังกับเรื่องนี้มากและเครียดว่าเรื่องไม่ไปถึงไหน ถึงขั้นหัวใจวายเสียชีวิตในที่ประชุมนั้นเอง
น่ายินดีที่ปัจจุบัน ทั้งกรมบัญชีกลาง ประกันสังคม และบัตรทอง ล้วนยึดบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นกรอบการใช้ยา แต่ก็ยังมีผู้พยายามแหวกกรอบโดยอ้างผลประโยชน์คนไข้บังหน้า ดังกรณีการกดดันให้เบิกจ่ายยาข้อเสื่อมกลูโคซามีน ทั้งๆ ที่ยานี้ไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติและผลการศึกษาวิจัยพบว่าได้ผลไม่แตกต่างจากการใช้ยาหลอก







