
มาร์คเข้าเยี่ยมอาการหมอมุกเจอแดงราวี
อภิสิทธิ์ เข้าเยี่ยมอาการหมอมุกที่ รพ.พระมงกุฎ เจอเสื้อแดงตามราวีไม่เลิก โดนชาวบ้านด่ากลับ "เลิกบ้าได้แล้ว" ขณะที่ อาการหมอมุกดีขึ้น เดินไกล 20 เมตร พร้อมทำมือไอเลิฟยู -ยิ้มให้สื่อ หมอ เตรียมฝึกพูด
อภิสิทธิ์ เข้าเยี่ยมอาการหมอมุกที่ รพ.พระมงกุฎ เจอเสื้อแดงตามราวีไม่เลิก โดนชาวบ้านด่ากลับ "เลิกบ้าได้แล้ว" ขณะที่ อาการหมอมุกดีขึ้น เดินไกล 20 เมตร พร้อมทำมือไอเลิฟยู -ยิ้มให้สื่อ หมอ เตรียมฝึกพูด
ความคืบหน้าอาการของ พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ หมอมุก รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เช้านี้ หมอมุก ลุกเดินออกจากห้องพักโดยใช้ไม้เท้าค้ำยัน และมีเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดคอยดูแล ได้ไกลถึง 20 เมตร พร้อมทำสัญลักษณ์มือ I LOVE YOU พร้อมยิ้มให้สื่อมวลชนที่ติดตามทำข่าว
พ.อ.นพ.พีระพล ปกป้อง ผู้อำนวยการกองอุบัติเหตุและเวชกรรมฉุกเฉิน เปิดเผยว่า หมอมุกมีพัฒนาการดีขึ้นมาก สามารถตักอาหารรับประทานเองได้ ทานผลไม้และคลายเมล็ดออกได้ บ่ายวันนี้จึงเตรียมฝึกสอนการพูด คาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หมอมุกสามารถพูดเป็นคำๆ ได้มากขึ้น ขณะนี้ยังไม่สามารถให้การเกี่ยวกับคดีกับตำรวจได้
ด้าน พญ.พรรณกร อิ่มวิทยา มารดา กล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ที่จะหาคนร้ายตัวจริงมาลงโทษได้
เมื่อเวลา 13.00 น. นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ รักษาการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าเยี่ยมอาการพันตรีแพทย์หญิงหทัยพร อิ่มวิทยา หรือหมอมุก ที่ถูกทหารขับรถชน ณ.อาคารเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ โดยสอบถามอาการกับมารดาหมอ มุข ซึ่งขณะนี้การรับรู้ยังไม่เต็ม 100 % แต่สามารถรับประทานอาหารเองได้ ซึ่งรักษาการนายกกรัฐมนตรี ได้หยิบอุปกรณ์ตัวอักษรให้หมอมุกฝึกเรียง โดยตลอดการเข้าเยี่ยม หมอมุกมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายอภิสิทธิ์ลงลิฟต์เพื่อไปขึ้นรถยนต์เดินทางกลับบ้าน ได้มีชายวัยราว 40 ปี สวมเสื้อโปโลสีชมพูสลับสีขาว สวมกางเกงยีนส์ นำตีนตบสีแดงที่พกอยู่ในกระเป๋าขึ้นมากระพือ พร้อมตะโกนดังลั่นโรงพยาบาลว่า "ลาก่อนๆ หวังว่าคงไม่เจอกันอีก ไอ้ฆาตกร" เป็นเหตุให้นายอภิสิทธิ์เดินเลี่ยงไปขึ้นรถยนต์ออกไปทันที ขณะที่ชาวบ้านที่มารอเยี่ยมคนไข้บริเวณดังกล่าว ตะโกนตอบโต้กับชายคนดังกล่าวระยะเวลาหนึ่งว่า "เลิกบ้าไปแล้ว" "พวกเผาบ้านเผาเมืองพอได้แล้ว" ก่อนที่ตำรวจและทหารที่อยู่บริเวณดังกล่าว จะมากันตัวชายคนดังกล่าวออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ โดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น







