
ยิ่งลักษณ์คึกหนักเข็นนโยบายขายฝันขึ้นภูเขา
หลังจากที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะเลือกตั้ง และได้เป็นว่าที่รัฐบาลมาบริหารประเทศ ก็มีงานหนักงานใหญ่รอพรรค พท.กองอยู่ข้างหน้าสูงเป็นภูเขาให้พิสูจน์ฝีมือ
หลังจากที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะเลือกตั้ง และได้เป็นว่าที่รัฐบาลมาบริหารประเทศ ก็มีงานหนักงานใหญ่รอพรรค พท.กองอยู่ข้างหน้าสูงเป็นภูเขาให้พิสูจน์ฝีมือ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หลังจากที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ชนะเลือกตั้ง และได้เป็นว่าที่รัฐบาลมาบริหารประเทศ ก็มีงานหนักงานใหญ่รอพรรค พท.กองอยู่ข้างหน้าสูงเป็นภูเขาให้พิสูจน์ฝีมือ หลังจากที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ไปประกาศทั่วประเทศถึงนโยบายที่จะทำเพื่อประชาชน
งานท้าทายของ พท.ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นการเดินหน้าทำนโยบายของพรรคที่เทกระจาดลด แลก แจก แถม จนนับไม่ถ้วนว่าจะใช้เงินกี่แสนล้านบาท และจะทำได้จริงหรือไม่ในภาวะที่รัฐบาลยังถังรั่วอยู่ คือยังใช้งบประมาณขาดดุลซึ่งต้องกู้เงินมาปิดบัญชีอยู่
สำหรับนโยบายที่ พท.สัญญากับมิตรรักแฟนคลับ มีทั้งนโยบายเร่งด่วน นโยบายระยะกลาง และนโยบายขายฝัน ซึ่งรวมทั้งหมดคิดกลมๆ ต้องใช้เงินจำนวน 34 ล้านล้านบาท
แน่นอนว่าการใช้เงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้น ทำโดยใช้เม็ดเงินงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่พออย่างแน่นอน รัฐบาล พท. ก็จะเดินกลับไปซ้ำรอยของรัฐบาลไทยรักไทย คือ การโอนออก จ่ายแจกนโยบายต่างๆ ไปให้แขนขาของรัฐบาล โดยเฉพาะธนาคารของรัฐทำไปก่อนรัฐบาลผ่อนจ่ายให้ทีหลัง เรียกว่าใช้เงินนอกงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง
นโยบายเร่งด่วนที่ พท.วางโรดแมปดำเนินการทันที คือ การกระชากรายจ่ายของประชาชนลงมา และเพิ่มรายได้สวนทางขึ้นไปให้ได้มากที่สุด นโยบายที่ร้อนฉ่าที่สุด คือการประกาศยกเลิกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินทุกประเภทถูกลงอีกลิตรละ 67 บาท น้ำมันดีเซลถูกลงอีกลิตรละ 2.2 บาท ในส่วนนี้จะทำใช้เงินกองทุนฯ ปีละ 5 หมื่นล้านบาท และ พท.ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะหาเงินที่ไหนมาชดเชยราคาก๊าซปีละ 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันเพิ่มจะมีกลไกอะไรมารองรับ จะลดภาษีตามที่ พท.อยากให้มีการลดด้วย ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงการเงินการคลังตามมา อีกนโยบายการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ซึ่งคาดว่าต้องทำให้ได้ภายใน 90 วัน หรือ 3 เดือนหลังจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้าทำงาน รัฐบาลก็ต้องรบกับคณะกรรมการไตรภาคีที่มาจากฝั่งผู้ประกอบการอย่างหนัก ซึ่งก็แพลมออกมาว่า การขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันคงทำได้แค่ใน กทม.และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดคงต้องฝันสลาย
ด้านนโยบายปริญาตรีเงินเดือน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่มีความชัดเจนว่า พท.จะบังคับผู้ประกอบการได้อย่างไร ซึ่งทั้งขึ้นค่าจ้างและขึ้นเงินเดือน รัฐบาลจะลดภาษีนิติบุคคลให้เหลือ 23% จาก 30% ทำให้รัฐบาลต้องเสียเงินภาษีอีกปีกว่า 1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พท.ประกาศขึ้นเงินเดือนข้าราชการเข้าใหม่ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน และข้าราชการเก่าที่ไม่ถึงก็จะปรับขึ้นให้ได้ 1.5 หมื่นล้านบาท ก็ยังไม่มีความชัดเจนจะทำให้ตามสัญญาได้เมื่อไร เพราะมีปัญหาว่าปรับให้คนใหม่ ก็ต้องปรับให้คนเก่าที่ได้เงินเดือนระดับอื่นด้วย
นโยบายร้อนรองลงมาคือ การรับจำนำข้าวขาว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ข้าวหอม 2 หมื่นบาทต่อตัน ในส่วนนี้ต้องใช้เงิน 34 แสนล้านบาท ในรอบแรก และหากรัฐบาลไม่สามารถดึงราคาข้าวในตลาดให้แพงขึ้นอย่างที่คาดไว้ ทำให้โครงการรับจำนำมีปัญหาทันที ทั้งขาดทุนและไม่มีเงินรับจำนำข้าวใหม่
นโยบายเพิ่มเงินกองหมู่บ้านอีกแห่งละ 1 ล้านบาท ต้องใช้เงินจำนวน 8 หมื่นล้านบาท ในส่วนนี้จะมีการผ่องถ่ายไปใช้เงินกู้จากธนาคารของรัฐ ทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน โดยรัฐจะตั้งงบมาชำระคืนที่หลัง
เช่นเดียวกับนโยบายเอสเอ็มแอลที่รัฐบาลฟื้นชีพมาอีกครั้งหนึ่ง ต้องใช้เงินอีกจำนวน 3 หมื่นล้านบาท แจกให้หมู่บ้านละ 3, 4 และ 5 แสนบาท ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะใช้เงินจากที่ไหน
นอกจากนี้ นโยบายเร่งด่วนยังมีนโยบายแก้หนี้ 5 แสนบาทต่อคน ในรายละเอียดทีมเศรษฐกิจของ พท.ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน บางคนบอกว่า แก้หนี้ที่มีปัญหาเท่านั้น ส่วนบางรายบอกว่า หนี้ดีก็มาแก้ไขได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การตั้งแก้ไขวงหนี้ที่สูงถึงรายละ 5 แสนบาท คิดแค่ลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. 34 ล้านครัวเรือน คิดเป็นมูลหนี้ถึง 5 แสนล้านบาท ก็เป็นเรื่องใหญ่ว่ารัฐบาลจะหาเงินจากที่ไหนมาชดเชยการแก้หนี้รายย่อยไม่เกินละ 5 แสนบาท ที่จะครอบคลุมทั้งธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์
นโยบายสินเชื่อบ้าน 0% 5 ปี ผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ทำให้บ้านดอกเบี้ย 0% 2 ปี ของรัฐบาลต้องเป็นหมัน และ ธอส. ต้องตกอยู่ในฐานะลำบาก เพราะลำพังทำโครงการ 0% 2 ปี ก็เข้าเนื้อเป็นจำนวนมาก ขยายเวลาเป็น 5 ปี ก็เข้าเนื้ออีกเท่าหรือ 2 เท่าตัว
ยังไม่รวมนโยบายซื่อรถคันแรกไม่เกิน 1 ล้านบาท ได้คืนภาษีสรรพสามิต ซึ่งที่ผ่านมา นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะการเก็บภาษีรถอยู่ภายใต้การรักษาสิ่งแวดล้อม และรถทุกคันที่วิ่งในถนนเมืองไทยควรต้องเสียภาษีสรรพสามิต
นโยบายซื้อบ้านหลังแรกไม่เกิน 5 ล้านบาท ได้หักลดหย่อนเพิ่ม และได้คืนภาษี ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายจุดยืนของกรมสรรพากร
นโยบายการเพิ่มเบี้ยชีพคนชราเป็นขั้นบันได โดยได้กำหนดว่าหากคนชรามีอายุ 60 ปี ได้ 600 บาท อายุ 70 ปี ได้ 700 บาท อายุ 80 ปี ได้ 800 บาท และ 90 ปี ได้ 1,000 บาท ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มจาก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แค่ลำพังนโยบายของ พท.เร่งด่วนต้อนรับเป็นรัฐบาลใหม่ ก็ถือว่าไม่ใช้เรื่องง่าย ทั้งในแง่ของการปฏิบัติ แหล่งเงินที่นำมาใช้ และผลที่เกิดจะคุ้มค่าเม็ดเงินหรือไม่
พท.ก็ยังมีนโยบายระยะกลางชุดใหญ่ ทั้งเรื่องของการแจกคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับเด็กนักเรียนชั้น ป.1 ทุกคน เป็นวงเงิน 4,000 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2555 ก็มีคำถามว่า เงินดังกล่าวคุ้มค่าและใช้ได้ถูกทางหรือไม่
นโยบายกองทุนสตรีจังหวัดละ 100 ล้านบาท ใช้เงินทั้งหมดอีก 8,000 ล้านบาท นโยบายกองทุนตั้งตัวได้ให้มหาวิทยาลัยละ 1,000 ล้านบาท ก็เป็นโครงการมีแต่กรอบ แต่ไม่มีไส้ในว่าจะดำเนินการอย่างไรและใช้เงินจากที่ไหน
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายลงทุนขนาดใหญ่การพัฒนาแหล่งน้ำ 25 ลุ่มน้ำ ใช้เงิน 3 แสนล้านบาท ที่ พท. มาขายฝันอีกครั้ง และเป็นเรื่องที่หลายรัฐบาลพูดไว้ แต่ไม่มีรัฐบาลไหนทำได้คืบหน้า หรือเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน
นโยบายโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 1 แสนล้านบาท ที่มีทั้งการลงทุนสร้างท่าเรือซูเปอร์ไฮเวย์และรถไฟ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นโครงการที่เกิดขึ้นยากมาก เพราะมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและได้รับการต่อต้านจากคนในพื้นที่
โครงการรถไฟฟ้า 10 สาย วงเงิน 3-4 แสนล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนไปในอดีตตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และเพื่อไทย ชูนโยบายรถไฟฟ้าขายฝันให้คนกรุงมาตลอด แต่ปรากฏว่าทั้ง 3 พรรคไม่เคยเซ็นอนุมัติก่อสร้างรถไฟฟ้าแม้แต่สายเดียว เป็นการอนุมัติของรัฐบาลอื่นทั้งสิ้น
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังขายฝันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะรถไฟฟ้าของไทยมีหลายเจ้าภาพ ไม่มีผู้ประกอบการรายไหนให้บริการต่ำกว่าต้นทุนอย่างแน่นอน ทำให้นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย เป็นฝันที่เอื้อมไม่ถึง
นอกจากนี้ นโยบายยังฝันไปไกลถึงขนาดมีโครงการสร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ไปถึงเมืองพัทยา ซึ่งยังไม่มีการศึกษาว่าต้องใช้เงินจำนวนกี่แสนล้านบาทและจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะลำพังโครงการที่มีอยู่เดิมจากสถานีมะกะสันไปสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ขาดทุนเข้าเนื้อทุกวันอยู่แล้ว
โครงการนี้ยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการจำนวนมากว่าเป็นโครงการยอดแย่รองจากโครงการรับจำนำ ในแง่ของการใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ไม่คุ้มค่า นอกจากการหวังผลทางคะแนนทางการเมืองอย่างเดียว
นโยบายโครงการทำเขื่อนกันทะเล ที่ว่าเป็นการขายฝันที่ไปไกลออกทะเลมากที่สุด เพราะ พท.คิดไปถึงว่าไหนๆ สร้างเขื่อนแล้วก็ถมดินสร้างเมืองใหม่ ขายที่ดินให้ชาวต่างประเทศไปเสียเลย มีการกดเครื่องคิดเลขออกมาหยาบๆ ว่า จะทำให้เท่าประเทศสิงคโปร์ ลงทุนพัฒนาตารางเมตรละ 2.5 หมื่นบาท ขายได้เป็นแสนบาทเท่ากับที่ถนนสีลม ส่งผลให้โครงการนี้กำไรถึง 3 ล้านล้าน นำเงินมาลด แลก แจก แถมต่อไปอีกนาน
ทั้งหลายทั้งปวงของนโยบาย พท.ร้อยแปดพันเก้า มีความท้าทายทั้งกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในไม่กี่วันข้างหน้า จะผลักดันโครงการที่สัญญาไว้ทั้งหมดให้เป็นชิ้นเป็นอันสมราคาคุยไว้อย่างไรแล้วยังเป็นเรื่องท้าทายฐานะการเงินการคลังของประเทศในระยะสั้น ว่า จะหาเงินมาแบกรับค่าใช้ต่างๆ นานาในโครงการพิเศษผุดขึ้นมาใหม่นี้อย่างไร
รวมถึงเป็นความท้าทายและความเสี่ยงของเศรษฐกิจในอนาคตไม่ไกล ที่จะได้ผลข้างเคียงจากนโยบายต่างๆ ทำให้มีปัญหาทั้งการขยายตัวและเสถียรภาพที่ไม่มั่นคงตามมา
ฉะนั้นฟันธงได้เลยว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ พท.จะไม่สามารถทำได้ครบทุกอย่าง คงจะมีการเรียงลำดับก่อนหลัง โครงการประชานิยมที่เพิ่มรายได้ให้ประชาชนจะถูกนำออกมาทำก่อน หากเงินไม่พอก็ชะลอโครงการระยะกลางและระยะยาวไปก่อน เพราะเป้าหมายของรัฐบาลก็คือ ต้องการรักษาคะแนนนิยมจากประชาชนนั่นเอง นโยบายระยะยาวรอได้ แต่นโยบายได้ใจต้องรีบทำก่อน







