
เอกชนชะลอลงทุนขอดูหน้ารัฐบาลใหม่
ยอดขอตั้งโรงงานใหม่ลดฮวบเดือนมิ.ย.ต่ำสุดรอบ25เดือน
ยอดขอตั้งโรงงานใหม่ลดฮวบเดือนมิ.ย.ต่ำสุดรอบ25เดือน
ยอดตั้งโรงงานเดือน มิ.ย. 2554 ต่ำสุดรอบ 25 เดือน หลังเอกชนไม่มั่นใจสถานการณ์หลังเลือกตั้ง มีโรงงานเปิดใหม่ 186 ราย วงเงิน 5,017 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 25 เดือน เหตุนักลงทุนชะการลงทุน เพื่อรอดูสถานการณ์ และการตั้งรอลุ้นรัฐบาลใหม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาห กรรม เปิดเผยว่า ในเดือน มิ.ย. 2554 มีโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม 186 ราย วงเงินลงทุน 5,017 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าต่ำสุดในรอบ 25 เดือน เนื่องจากนักลงทุนยังชะลอการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อรอดูนโยบายของพรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน และส่วนหนึ่งยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาที่ตามมาหลังการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมยอดการอนุญาตให้โรงงานดำเนินกิจการ 6 เดือนแรกของปี 2554 (ม.ค.มิ.ย.) มีโรงงานทั้งสิ้น 1,724 ราย ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีเงินลงทุนรวม 1.21 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9 หมื่นล้านบาท
“เชื่อว่าหลังมีความชัดเจนด้านนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่แล้ว และหากไม่มีความรุนแรงจะมีผู้ประกอบการเข้ามาขออนุญาตดำเนินกิจการตามปกติ เนื่องจากนักลงทุนมั่นใจในเศรษฐกิจไทยที่มีความแข็งแกร่ง ที่สำคัญจะมีการตั้งโรงงานจำนวนมาก เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 ที่อาเซียนเป็นตลาดเดียวกัน” แหล่งข่าวเปิดเผย
สำหรับยอดการขออนุญาตตั้งโรงงานในเดือน มิ.ย. พบว่าไม่มีจังหวัดใดที่มีมูลค่าลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท โดยจังหวัดที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุด คือ จ.พระนครศรีอยุธยา 813 ล้านบาท รองลงมา สมุทรปราการ 631 ล้านบาท ชลบุรี 471 ล้านบาท ปทุมธานี 408 ล้านบาท และนครปฐม 341 ล้านบาท
สำหรับยอดลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกของปี มีจังหวัดที่มีมูลค่าลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาทถึง 22 จังหวัด โดย จ.นครราชสีมา มีมูลค่าสูงสุด ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้ากังหันลม รองลงมาจังหวัดปทุมธานี เกี่ยวกับผลิตพลังงานไฟฟ้า และ ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ จังหวัดลพบุรี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดชลบุรี สมุทรปราการ เป็นต้น
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนใหม่ในระยะนี้จะขยายตัวไม่มาก เพราะพื้นที่ลงทุนตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ใกล้จะเต็มแล้ว ดังนั้นต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งหาพื้นที่ใหม่เพิ่มเติม รวมถึงการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของโรงงานต่างๆ เพราะนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศยังมั่นใจพื้นที่เศรษฐกิจไทยอย่างมาก
สำหรับสิ่งที่นักลงทุนเป็นเอกชนยังไม่กังวลเกี่ยวกับการขยายกิจการของโรงงานเพราะตอนนี้มีการขยายตัวต่อเนื่องเพื่อรองรับคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก รวมถึงรองรับการเปิดเศรษฐกิจประชาคมอาเซียนในปี 2558 ด้วย แต่ที่ห่วงคือ นักลงทุนรายใหม่จะหาพื้นที่ยาก เพราะพื้นที่สำหรับการสร้างโรงงานเริ่มเต็มแล้ว ซึ่งหากจะให้ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เอกชนรายใหม่ก็ยังไม่มีความพร้อม
ขณะเดียวกันภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากขึ้น เช่น การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การเพิ่มงบประมาณลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน เป็นต้น







