posttoday
ต่างชาติจับตาหลังเลือกตั้งเมืองไทยยังเสี่ยงแตกแยก

ต่างชาติจับตาหลังเลือกตั้งเมืองไทยยังเสี่ยงแตกแยก

04 กรกฎาคม 2554

ปฏิกิริยาของสื่อทั่วโลกต่อการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของไทยเป็นไปอย่างตื่นเต้นไม่แพ้บรรยากาศภายในประเทศ

ปฏิกิริยาของสื่อทั่วโลกต่อการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของไทยเป็นไปอย่างตื่นเต้นไม่แพ้บรรยากาศภายในประเทศ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

สื่อส่วนใหญ่ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเสมือนการยุติความขัดแย้งที่เกาะกินสังคมและการเมืองไทยมานานนับปี แต่บ้างก็ว่าเป็นเสมือนทางแพร่งอีกจุดหนึ่งที่จะนำประเทศไทยไปสู่ดีกรีขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้น

สื่อชั้นนำของโลกตะวันตกอย่างสำนักข่าว CNN และ BBC แสดงทัศนะอย่างชัดเจนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างชัดเจน ทั้งยังชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ 6 ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาของไทย ล้วนแต่เป็นพรรคการเมืองภายใต้อิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้นที่ชนะการเลือกตั้ง โดยที่ฝ่ายตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณยิ่งแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์มากขึ้น ยังผลให้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องสงวนท่าที เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้าม

สำนักข่าว CNN พาดหัวข่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “ExPM Thaksin haunts Thai election from afar” หรือ “อดีตนายกฯ ทักษิณยังคงหลอกหลอนจากแดนไกล” ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพการเมืองของไทยทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้งได้อย่างชัดเจนภายในประโยคเดียว พร้อมรายงานทัศนะของประชาชน โดยสะท้อนจากน้ำเสียงของสตรีผู้หนึ่งที่ประกาศตัวว่าให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ”

ฟากพรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจพยายามนำพี่ชายกลับประเทศ และล็อบบี้ด้วยวิธีการต่างๆ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นความผิด

จากความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นระหว่างฝ่ายสนับสนุนและต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ CNN สรุปสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งที่ 4 ของไทยในรอบ 7 ปีด้วยน้ำเสียงสะท้อนความกังวลว่า เส้นทางประชาธิปไตยที่ถูลู่ถูกังของไทยยังไม่พบกับปลายทางที่แน่นอน

ต่างชาติจับตาหลังเลือกตั้งเมืองไทยยังเสี่ยงแตกแยก

เออร์เนสต์ โบเวอร์ ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ (CSIS) กล่าวกับผู้สื่อข่าวของ CNN ว่า ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เท่ากับว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นที่ยอมรับหรือไม่

นอกจากนี้ ประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน และเพื่อนบ้านของไทยในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะจับตาผลการเลือกตั้งอย่างใจจดใจจ่อ เพราะหากการเลือกตั้งนำมาซึ่งเหตุรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจในภูมิภาคด้วย ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศที่เคยมีเสถียรภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

“ผลพวงที่ดีที่สุดสำหรับสหรัฐและภูมิภาคนี้โดยรวม คือจะต้องมีการเลือกตั้ง และต้องเป็นการเลือกตั้งที่คนไทยทุกคนยอมรับว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรม และทุกพรรคการเมืองยอมรับผล” โบเวอร์ กล่าว

เช่นเดียวกับ BBC ที่ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเสมือนการลงประชามติของประชาชนเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และอนาคตของประเทศไทย บนเส้นทางประชาธิปไตยที่เปราะบาง

นิตยสาร Foreign Policy ซึ่งเป็นสื่อชั้นนำด้านนโยบายต่างประเทศ ระบุว่า การที่ประเทศไทยต้องถอยหลังเข้าคลองไปสู่ระบอบอำนาจนิยม การแทรกแซงจากกองทัพ และการกดขี่เสรีภาพของประชาชนในช่วงปีที่ผ่านมา จะยังผลให้ประชาชนตกเป็นผู้แพ้ต่อไป ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมากนัก

จะเห็นได้ว่าสื่อชั้นนำของโลกตะวันตกเห็นว่า ไม่ว่าผลจะออกมาในรูปใด การเลือกตั้งอาจยังไม่สามารถเยียวยากระบวนการประชาธิปไตยในประเทศภายในทันตาเห็น หลังจากที่ต้องย่อยยับลงเพราะวิกฤตที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ไม่เพียงเท่านั้น บางส่วนยังเตือนว่า หากผลเลือกตั้งออกมาไม่ชัดเจน หรือกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีปัญหา ความรุนแรงอาจเลวร้ายกว่าที่เคยเกิดขึ้น

แอนดรูว์ วอล์เกอร์ จากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองในแถบเอเชียแปซิฟิก กล่าวกับหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ว่า หากมีการยกเลิกผลการเลือกตั้งด้วยการใช้กำลังหรือการแทรกแซง จะเป็นการชักนำความรุนแรงเข้ามาในไทยอีกครั้ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเหตุนองเลือดระหว่างเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผลที่จะตามมาคืออะไร หากมีการเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้ง

การแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาของสื่อและนักวิชาการตะวันตกตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสื่อโลกตะวันออกส่วนใหญ่ที่เสนอข้อมูลดิบเกี่ยวกับการเลือกตั้งในไทย มีเพียงไม่กี่แห่งที่แสดงความเห็นถึงผลลัพธ์ภายหลังการเลือกตั้ง หนึ่งในนั้นคือ สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีน ที่ระบุว่า

“หลายฝ่ายหวังที่จะเห็นการเลือกตั้งเป็นการยุติวิกฤตการณ์การเมืองที่สั่นสะเทือนประเทศมานานหลายปี แต่บางส่วนยังคงหวาดเกรงว่าอาจเป็นชนวนความโกลาหลอีกครั้ง หากผลที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับของกลุ่มการเมืองสีต่างๆ”

เช่นเดียวกับ Hindustan Times รายงานว่า หลายฝ่ายยังกังขาว่า กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ จะปล่อยให้เจ้าตัวสามารถเดินทางกลับประเทศโดยไม่มีความผิดติดตัว

ขณะเดียวกัน แนวโน้มความไม่แน่นอนภายหลังการเลือกตั้ง เป็นมูลเหตุให้รัฐบาลนานาประเทศเตือนผ่านสถานทูตในไทยให้ประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวในไทยระมัดระวังตัว เพราะมีโอกาสที่จะเกิดการชุมนุมประท้วง และเหตุไม่คาดฝันได้ทุกเมื่อ ซึ่งสถานทูตที่มีประกาศเตือนได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา ไอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์

จะเห็นได้ว่าทัศนะของสื่อและนักวิชาการ หรือแม้แต่รัฐบาลต่างชาติมุ่งไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มสีต่างๆ ในฐานะตัวแปรหลักของสังคมและการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยรองที่สื่อต่างชาติหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของพรรคการเมืองที่จะก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล ตัวแปรจากพรรคการเมืองระดับย่อย และท่าทีของนักลงทุนต่างชาติ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวหลายสายที่ระบุว่า ฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ติดต่อกับฝ่ายกองทัพในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อแสวงหาแนวทางประนีประนอมหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาล กองทัพจะสามารถยอมรับรัฐมนตรีกลาโหมจากการแต่งตั้งของพรรคได้ อีกทั้งจะยังไม่มีการโยกย้ายนายทหารระดับสูง

เกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ รอยเตอร์ส ระบุว่า ที่ผ่านมาตลาดทุนมีปฏิกิริยาที่ดีต่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนอาจมีปฏิกิริยาในด้านที่น่าพึงพอใจ หากพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงข้างมาก จนสามารถสยบฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสิ้นเชิง เพราะจะหมายถึงการเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งเสถียรภาพทางการเมือง

แต่จนแล้วจนรอด รอยเตอร์ส ระบุว่านับตั้งแต่เดือน พ.ค. นักลงทุนต่างชาติพากันถอนทุนออกจากไทย เนื่องจากกังวลกับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงติดตามมา เฉพาะเดือน มิ.ย. ทุนนอกไหลออกไปถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างความเห็นของนักลงทุนต่างชาติจากสัญชาติต่างๆที่ปักหลักลงทุนในไทย พบว่า ส่วนใหญ่ไม่เห็นว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ เนื่องจากการเมืองและเศรษฐกิจในไทยเป็นสิ่งที่แยกกันอย่างเด็ดขาด อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอก มากกว่าปัญหาการเมืองภายในประเทศ

สำนักข่าวบลูมเบิร์กอ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า แม้ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือในรัฐบาลแต่นโยบายส่งเสริมการลงทุนจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

ฮิวก์ ยัง จากบริษัท Aberdeen Asset Management Asia กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ สามารถต้านทานผลกระทบจากการก่อรัฐประหารมาหลายครั้งในไทย

“สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ บริษัทเหล่านั้นและประเทศไทยจะสามารถก้าวไปไกลกว่านี้หากประเทศมีเสถียรภาพ มีระบอบประชาธิปไตยที่เบ่งบาน และสถานบันต่างๆ ที่เข้มแข็ง”นักลงทุนชาวต่างชาติ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท