
พรรค"กลาง-เล็ก"ขาลงถึงเวลาการเมือง2พรรค
ชำแหละเอ็กซิทโพล คะแนนพรรคกลาง-เล็กร่วงจนตกใจ หรือจะส่งสัญญาณถึงเวลาการเมือง 2 พรรคใหญ่
ชำแหละเอ็กซิทโพล คะแนนพรรคกลาง-เล็กร่วงจนตกใจ หรือจะส่งสัญญาณถึงเวลาการเมือง 2 พรรคใหญ่
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ออกมาแล้วอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ แบบ EXIT POLL โดยกระจายพื้นที่ทั้ง 375 เขตเลือกตั้ง จำนวน 157,759 ตัวอย่างจากสวนดุสิตโพล ปราฎว่าพรรคเพื่อไทยชนะพรรคประชาธิปัตย์แบบถล่มทลาย 313:152 ทำให้เห็นภาพการเมืองไทยต่อจากนี้ค่อนข้างชัดเจนมากยิ่งขึ้นและจะเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากผู้หญิง
ภายใต้ผลคะแนน EXIT POLL มีความน่าสนใจตรงที่คะแนนของพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่ลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย อาทิ พรรคภูมิใจไทย 13 คน ชาติไทยพัฒนา 10 คน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 2 คน ทั้งที่เคยตั้งเป้าไว้ก่อนหน้านี้อย่างสวยหรู ส่งผลให้เกิดภาวะช็อคขึ้นมาอย่างกะทันหันแบบไม่คาดคิดมาก่อน
คะแนนเหล่านี้สะท้อนอะไรในทางการเมือง?
ผลคะแนนที่ออกมาได้สะท้อนภาพการเมืองอย่างชัดเจนแล้วว่าการเมืองจะเข้าสู่บริบทของการเลือกข้าง โดยการเลือกข้างในที่นี้ หมายถึง ความต้องการให้การเมืองเกิดเพียงแค่สองขั้วเท่านั้น "ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย"
เป็นไปได้ว่าสังคมเองเริ่มเบื่อหน่ายกับการเมืองเรื่องผลประโยชน์ที่เต็มไปด้วยการต่อรองจนทำให้การบริหารราชการแผ่นดินกระท่อนกระแท่นมาอย่างเนื่อง
มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วจากตลอด 2 ปีของการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง "ชาติไทยพัฒนา-ภูมิใจไทย-เพื่อแผ่นดิน" ต่างแสดงพลังต่อรองทางการเมืองมาตลอดนำมาสู่ความขัดแย้งทั้งในส่วนงานฝ่ายบริหารและงานนิติบัญญัติ
สะท้อนให้เห็นตั้งแต่ช่วงต้นการบริหารประเทศของรัฐบาลอภิสิทธิ์เมื่อปี2550 เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ครั้งนั้นบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลต่างแสดงอาการไม่พอใจเมื่อกระทรวงที่ตัวเองได้ดูแลตามโควตา เล่นเอาพรรคประชาธิปัตย์ต้องเล่นบท "ตบหัวและลูบหลัง" อยู่หลายครั้ง
ยังไม่นับการสวมบทตีสองหน้าแทบนับไม่ถ้วน นับจากนั้นเป็นต้นเมื่อภายในรัฐบาลเริ่มมีปัญหาความไม่ลงตัวในด้านการจัดสรรงบประมาณก็จะออกอาการงอแงให้เห็นหลายครั้งโดยเฉพาะการแสดงท่าที "ทวงบุญคุณ"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการปรับคณะรัฐมนตรีหลายครั้งในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีรอยตำหนิจากการถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับทุจริต โดยมักจะอ้างว่าคดียังไม่เป็นที่สุด
โชคยังดีที่พลังทางสังคมออกมากดดันจนสุดท้ายฝ่ายการเมืองต้องยอมถอยไปในที่สุดทำให้กฎเหล็ก 9 ข้อของรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีสภาพบังคับใช้ในเชิงสัญลักษณ์ไปโดยปริยาย
นอกเหนือไปจากความขัดแย้งด้านงานบริหารยังปรากฏร่องรอยความขัดแย้งในงานด้าน "นิติบัญญัติ" เช่นกัน ตัวอย่างปรากฏเห็นได้อย่างชัดเจนในการพยายามเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะไม่ต้องการให้ตัวเองเดินซ้ำรอยพรรคพลังประชาชนจนนำมาสภาล่มเป็นสิบครั้งเพราะเกมการเมืองภายในรัฐบาล
แม้ว่าสุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์จะยอมแต่ก็เป็นเพราะความจำนนไม่มีทางเลือกต้องรักษาความสัมพันธ์เอาไว้สำหรับการร่วมรัฐบาลต่อไปเท่านั้นเอง
จากภาพทั้งหมด จึงไม่แปลกที่ประชาชนจะลงคะแนนเสียงบนบรรทัดฐานด้วยการเลือกข้างรัฐบาลมีเสถียรภาพไปเลยเพื่อจะได้ไม่ต้องมาสาละวนกับการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยเลือกการลดอำนาจต่อรองของพรรคขนาดกลางด้วยการทำให้เสียงของพรรคการเมืองเหล่านี้ลดน้อยลง







