posttoday
กกต.จ้องฟัน 147เรื่องร้องเรียนทั่วประเทศ

กกต.จ้องฟัน 147เรื่องร้องเรียนทั่วประเทศ

03 กรกฎาคม 2554

ถึงวันที่ประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานะเจ้าของประเทศตัวจริง

ถึงวันที่ประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฐานะเจ้าของประเทศตัวจริง

ตามระบอบประชาธิปไตยจะได้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียง ด้วยการเลือกคนที่รักและพรรคที่ชอบเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ก่อนถึงวันเลือกตั้งจริง พรรคการเมืองต่างออกมาเร่งทำคะแนนชูนโยบายหาเสียงกันสุดฤทธิ์สุดเดช หวังได้เสียงสนับสนุนช่วงโค้งสุดท้าย ไม่แปลกที่แต่ละพรรคจะขุดคุ้ยแผลเก่าออกมาโจมตีเพื่อให้ได้ชัยชนะ ฉะนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ รวมถึงความพร้อมและวิธีการรับมือกับปัญหาที่ตามมา

ศูนย์อำนวยการสืบสวนสอบสวนการเลือกตั้งของ กกต.สรุปตัวเลขเรื่องร้องเรียนการทุจริตที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการเลือกตั้งจนถึงปัจจุบัน มีจำนวนทั้งสิ้น 147 เรื่อง ข้อร้องเรียนที่พบมากที่สุดคือการใส่ร้ายป้ายสี 61 เรื่อง การให้เงินให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์อื่นใด 27 เรื่อง เจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลางและป้ายหาเสียง 25 เรื่อง และการจัดเลี้ยง 9 เรื่อง

กกต.จ้องฟัน 147เรื่องร้องเรียนทั่วประเทศ

ส่วนเรื่องร้องเรียนผ่านทางโทรศัพท์และผ่านเว็บไซต์ของ กกต.มีจำนวนกว่า 544 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการให้เงิน ให้ทรัพย์สิน ให้ประโยชน์อื่นใดร้องเรียนเข้ามามากที่สุด

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ร้องเรียนเข้ามามากที่สุดยังคงเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามมาด้วยภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้

ขณะที่นายสกุล สื่อทรงธรรม เลขาธิการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ดุเดือดอย่างยิ่ง ไม่เพียงการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว ที่ทำให้ผู้สมัครต้องแข่งขันกันอย่างหนัก แต่ยังมีประเด็นความแตกแยกแบ่งฝ่ายทางการเมืองที่ทำให้อุณหภูมิการแข่งขันในสนามเลือกตั้งยิ่งร้อนแรงขึ้นตามไปด้วย

“เม็ดเงินที่ลงไปกับการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้มีมากกว่าทุกครั้ง เนื่องจากผู้สมัครมั่นใจมากว่าหากทุ่มเงินลงไป จะสามารถเอาชนะคู่แข่งได้อย่างแน่นอน บางพื้นที่สูงถึง 1,5002,000 บาท มีทั้งแจกเป็นคนและแจกเป็นครัวเรือน รูปแบบการซื้อเสียงยังคงใช้ในรูปแบบเดิม จะมีพลิกแพลงบ้างก็อาจจะเป็นการเติมเงินเข้าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งก็อยู่ที่ราวๆ 200 หรือ 300 บาท”

ด้าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง (ศรส.ลต.)สั่งการไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคทุกพื้นที่เพื่อรับทราบการรายงานสถานการณ์การเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ก่อนถึงวันเลือกตั้งทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ศรส.ลต.ได้สนธิกำลังตำรวจดูแลการเลือกตั้งทั้งสิ้น 1.8 แสนนาย พร้อมสั่งจับตาคืนหมาหอน รวมถึงกำชับเข้มงวดกวดขันกรณีหาเสียงห้ามเกินเวลา 18.00 น. และการใช้ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์กของพรรคการเมืองและผู้สมัคร

ส่วนช่วงเวลาการนับคะแนน ได้มอบหมายให้ตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้ง ต้องรายงานเข้ามายัง ศรส.ลต.เป็นระยะ ส่วนกรณีการร้องเรียนตำรวจวางตัวไม่เป็นกลางทั้งหมด 42 ราย 31 เรื่อง แยกเป็นสัญญาบัตร 28 ราย ชั้นประทวน 14 ราย ดำเนินการด้านปกครองไปแล้ว 13 ราย ให้ไปช่วยราชการนอกพื้นที่

ตามติดผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เนื่องด้วย กกต.จัดตั้งศูนย์รายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข่าวสารไปยังประชาชน โดยร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) พร้อมกำหนดรูปแบบและวิธีปฏิบัติในการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และแม่นยำ

สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการรายงานผลรวมคะแนนจากทุกหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้งจะเป็นผู้รายงานผลคะแนนเลือกตั้งไปยังสถานีตำรวจภูธรทุกสถานี ก่อนรายงานต่อไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เพื่อรายงานเข้าไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนรายงานต่อไปยัง กกต.เพื่อประกาศผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ โดยเป็นการรายงานข้อมูลในลักษณะ Real Time

ฝนฟ้าไม่เป็นใจ จังหวัดทางภาคเหนือประสบภัยน้ำท่วม นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยืนยันว่าไม่มีปัญหาต่อการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งที่ จ.น่าน แต่ก็เตรียมการเอาไว้หากเกิดเหตุจำเป็นจะต้องย้ายหน่วยเลือกตั้ง

แต่ที่โดนเต็มๆ คือ จ.สุโขทัย ที่ต้องประกาศเปลี่ยนแปลงที่เลือกตั้งกรณีเหตุสุดวิสัย โดยย้ายที่เลือกตั้ง 8 หน่วยในพื้นที่น้ำท่วมของ อ.เมืองสุโขทัย และ อ.ศรีสำโรง พร้อมจัดเตรียมรถบรรทุกและเรือท้องแบนไว้บริการประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ด้านสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา จากที่ได้รับรายงานจาก กกต. จ.ศรีสะเกษ และ จ.สุรินทร์ คาดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไรเช่นกัน แต่ได้เตรียมความพร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉินที่จะต้องย้ายหน่วยเลือกตั้งแล้ว

พ้นจากการเมืองก็คงต้องมาติดตามความคืบหน้าอาการ พ.ต.พญ.หทัยพร อิ่มวิทยา หรือ หมอมุก ซึ่งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ขณะนี้สามารถทรงตัวและช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องมีญาติคอยช่วยด้วย ขณะที่แพทย์ยังต้องช่วยเหลือในเรื่องของการรับประทานอาหาร เนื่องจากหมอมุกยังมีการสำลัก และการบ้วนน้ำยังไม่สามารถทำได้ดีเท่าที่ควร

ส่วนปัญหาใหญ่คือผลกระทบเกี่ยวกับสมอง ยังต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด รอการฟื้นฟูความช้ำของสมองให้หายเป็นปกติ โดยแพทย์แนะนำให้แม่หมอมุกนำเด็กมาเล่น เนื่องจากหมอมุกตอบสนองกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในเวลา 26 เดือน สมองจะมีพัฒนาการดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติ

ปัญหาอุบัติเหตุทางน้ำยังคงมีให้เห็นอีกแล้ว ล่าสุดอุบัติเหตุเรือบรรทุกทรายล่ม บริเวณโค้งน้ำเหนือประตูระบายน้ำปากคลองบางกุ้ง จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายยืนยันชัดเจนว่าเรือที่ล่มจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ ริมตลิ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อม เหมือนกับกรณีที่เรือบรรทุกน้ำตาลล่มไปก่อนหน้านี้ โดยนายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยผู้อำนวยการกรมเจ้าท่าจังหวัด ได้เดินทางไปตรวจสอบการเตรียมความพร้อมในการกู้เรือบรรทุกทรายล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถกู้เรือได้เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกัมพูชา ร้อนแรงไม่แพ้การแข่งขันในสนามเลือกตั้ง ล่าสุดมีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวในประเทศกัมพูชา ซึ่งเครือข่ายประชาชนกัมพูชาเพื่อสันติภาพ นำโดยนายซอม โอน สมาชิกเครือข่าย เผยแพร่ข่าวโจมตีรัฐบาลไทยที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย ว่า พูดทำนองเดียวกันว่าจะทำให้เกิดสงครามขึ้นอีก หลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกรับแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร

“ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไทยก่อนเลือกตั้งผลปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ไม่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้ ดังนั้น เพื่อให้สามารถดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้อีกต่อไป จึงจะใช้สงครามมาเป็นข้ออ้างในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป”

ส่วนของรัฐบาลกัมพูชาก็พยายามกระพือข่าวในลักษณะนี้เช่นกัน ทำให้ทหารกัมพูชาตามแนวชายแดนได้รับคำสั่งให้เตรียมความพร้อม ขณะที่ฝ่ายไทยยังไม่มีความเคลื่อนใดๆ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท