posttoday
แบงก์ชาติสะเทือนรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว

แบงก์ชาติสะเทือนรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว

01 กรกฎาคม 2554

ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองเลือกตั้งผลัดใบเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ สร้างความอ่อนไหวให้กับตลาดเงินตลาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองเลือกตั้งผลัดใบเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ สร้างความอ่อนไหวให้กับตลาดเงินตลาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ในช่วงสุญญากาศทางการเมืองเลือกตั้งผลัดใบเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ สร้างความอ่อนไหวให้กับตลาดเงินตลาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาการซื้อขายหุ้นมีความผันผวนติดลบมากกว่าเป็นบวก ก็ถูกนักวิเคราะห์ประเมินว่านักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำให้นโยบายเศรษฐกิจไม่ต่อเนื่อง

ขณะที่ตลาดเงิน นักลงทุนก็มีการโยกเงินไปลงทุนในตราสารระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนสูง รอดูทิศทางการเมือง พร้อมเคลื่อนย้ายเข้าหรือออกจากประเทศ หากการเมืองมีปัญหารุนแรงเหนือความคาดหมาย

นอกจากตลาดทุนและตลาดเงินจะไหวเอนไปตามโพลทางการเมืองแล้ว องค์กรกำกับทางการเงินก็เป็นเป้าที่คาดว่าจะถูกแรงเสียดทานจากรัฐบาลใหม่อย่างมากหากรัฐบาลมีการเปลี่ยนตัวเปลี่ยนสี

องค์กรทางการเงินที่น่าจะรับศึกหนักที่สุด ไม่พ้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะเป็นคนคุมการขยายตัวและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

แบงก์ชาติสะเทือนรัฐบาลเปลี่ยนขั้ว

มีการคาดหมายกันว่า หาก ปชป. แซงโค้งท้ายเข้าป้ายเป็นรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจอีกสมัย การทำงานของ ธปท. จะไม่มีปัญหา และจะราบรื่นและต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้มีการประสานการทำงานไปในทิศทางเดียวกันอยู่แล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การทำงานของ ปชป. โดยเฉพาะที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ ธปท. โดยจะให้อิสระอย่างเต็มที่ โดยเห็นได้ชัดคือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. เพื่อดูแลเงินเฟ้อ กระทบกับกระทรวงการคลังต้องแบกภาระต้นทุนเงินกู้สูง ขณะที่เศรษฐกิจอาจจะชะลอตัวไม่ขยายได้เท่าที่ฝ่ายการเมืองต้องการ

แต่นายกรณ์จะออกมารับการตัดสินใจการขึ้นดอกเบี้ยของ ธปท. ทุกครั้ง

ที่สำคัญนายกรณ์ไม่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดูแลบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท. และยังปกป้องการทำงานของ ธปท. ว่าการแข็งค่าของเงินบาทไม่มีทางหลีกเลี่ยงจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ดีขึ้น และจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นายกรณ์ยังยกย่อง ธปท. ว่าเป็นองค์กรกำกับทางการเงินที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดของไทยในขณะนี้ มีธรรมาภิบาล และมีจิตสำนึกในภาระหน้าที่ ที่เป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศ แม้แต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก็ยังไม่ถึงชั้น ธปท.

แต่หากเป็นไปตามโพล พท. ชนะได้เป็นรัฐบาล การทำงานของรัฐบาลกับ ธปท. จะเกิดความขัดแย้งไม่ลงรอยรอบใหม่อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

สิ่งที่สำคัญรัฐบาล พท. จะให้ รมว.คลัง ที่ตัวเองตั้งขึ้นมาเข้าแทรกแซงการทำงานของ ธปท. เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการให้ ธปท. กดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ และทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ากว่าเป็นจริง

เหตุผลสำคัญเพราะทีมเศรษฐกิจของ พท. เชื่อว่าการทำดอกเบี้ยต่ำ ค่าเงินบาทอ่อน จะปั่นให้เศรษฐกิจฟูฟ่องเป็นขนมถ้วยฟูให้ทุกคนตั้งแต่ยอดหญ้าจนรากหญ้าร่ำรวยมีเงินไหลมาเทมา จนไม่ลืมว่าเป็นฝีมือการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลเพื่อไทย

โดยทีมเศรษฐกิจ พท. ไม่ว่าจะเป็น นายโอฬาร ไชยประวัติ หรือ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ซึ่งมีแนวคิดแทรกแซงการทำงานของ ธปท. มาตลอด ไม่ว่าให้ทำดอกเบี้ยต่ำกระตุ้นการบริโภค และการลงทุน หรือจะเป็นการทำให้ค่าเงินอ่อนเพื่อให้การส่งออกของไทยมีรายได้มากขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกข้าวหรือพืชผลทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลย้อนไปถึงต้นทางให้เกษตรกรชาวนาที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้น

แนวคิดดังกล่าวได้รับการต่อต้านจาก ธปท. และนักวิชาการ ตั้งแต่ทั้งสองคนเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ของรัฐบาลพลังประชาชน

เพราะการบริหารเศรษฐกิจทางลัดเช่นนั้นเป็นการปั่นให้โตแต่ปริมาณอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงด้านเสถียรภาพที่ ธปท. กุมเป็นหัวใจในการบริหารเศรษฐกิจอย่างเหนียวแน่นและไม่ยอมอ่อนข้อให้กับฝ่ายการเมืองมาโดยตลอด

มาจนถึงวันนี้ นายสุชาติ ผู้เป็นอดีต รมว.คลัง และคาดหวังจะได้เข้ามาคุมกระทรวงการคลังอีกครั้ง ถึงขนาดออกปากว่า หากผมกลับมาเที่ยวนี้จะต้องมีมาตรการที่เข้มและแข็งมากขึ้นในการขอความร่วมมือกับ ธปท. ให้ทำอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นายสุชาติยังมีไอเดียถอยหลังเลยเถิดไปถึงการนำระบบตะกร้าเงินมาใช้ดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ให้มีการจัดตั้งทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นมาใหม่ หลังจากที่มีการยุบชำระบัญชีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี้ถือเป็นประเด็นร้อนและเป็นความอ่อนไหวของ ธปท. ครั้งใหม่ที่อยู่ไม่ไกล

การที่มีจุดยืนสวนทาง ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่าความขัดแย้งของว่าที่รัฐบาลใหม่ ที่มาจาก พท. ถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ หากไม่สนองนโยบายของรัฐบาล แม้ว่ากฎหมายใหม่ของ ธปท. จะล็อกไม่ให้ฝ่ายการเมืองปลดผู้ว่าการ ธปท. แต่รัฐบาลก็คงไม่ลดราวาศอกหาช่องที่จะดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย

ว่าไปแล้วการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร ธปท. กับ พท. ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ในอดีตสมัยพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล มีนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็น รมว.คลัง ก็มีปัญหากับ ธปท. และพยายามที่จะปลดนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ในขณะนั้น แต่ทำไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ นายสุรพงษ์ยังพยายามตั้งคณะกรรมการ ธปท. ที่มีความใกล้ชิด ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเงิน มีแม้กระทั่งมาจากตำรวจ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และก็ถูกนายกรณ์ร้องเรียนกับผู้ตรวจการแผ่นดิน จนมีผลวินิจฉัยออกมาว่า การตั้งกรรมการเป็นโมฆะ เพราะกรรมการคัดสรรกรรมการ ธปท. มีผลประโยชน์ได้เสียขัดกับกฎหมาย

เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังย้อนกลับมา หาก พท. ได้เป็นรัฐบาล และมีชื่อนายโอฬาร นายสุชาติ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ตำแหน่งของผู้ว่าการ ธปท. ของนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ย่อมสั่นคลอน เพราะได้ชื่อว่าเป็นอ่อนนอกแข็งใน ยึดหลักการมากกว่าเก้าอี้

นอกจากนี้ ในส่วนของประธานกรรมการ ธปท. ของ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล สายตรงจาก ปชป. ก็จะหมดวาระในปีหน้า ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ พท. จะส่งคนของตัวเองเข้าไปคุมหลังจากที่ทำพลาดมาในอดีต

การเข้ายึด ธปท. แบบไม่เป็นมิตรของว่าที่รัฐบาล พท. มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อย่างสูง เพราะมีแนวคิดในการบริหารเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน เพราะการปั่นเศรษฐกิจให้ฟองฟู ลำพังเพียงยึดกระทรวงการคลังหว่านเงินอย่างเดียวไม่พอ เพราะเงินมีจำกัด ถ้าหันไปใช้การกู้เงินมาใช้มากเกินตัวไป ก็จะเข้าทางว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

การคุม ธปท. ได้เบ็ดเสร็จ สั่งขึ้นลงดอกเบี้ย หรือเล่นแร่แปรธาตุกับอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนยวบอย่างใจต้องการ ก็อยู่แค่ปลายนิ้ว เศรษฐกิจมีแต่โตจะปั่นให้ได้ 8% 9% 10% เหมือนโมเดลประเทศจีนก็เป็นเรื่องที่ทำไม่ยาก

แต่การเล่นกับไฟ แทรกแซงกลไกหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงเสถียรภาพ ก็ไม่ต่างกับการพาเศรษฐกิจของประเทศไปอยู่ปากเหวที่พร้อมจะตกจากปากเหวไปได้ทุกเมื่อ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท