
ปีที่ 8
...อรุณ จิรชวาลา
เลข 8 เป็นเลขมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนเอเชียตะวันออก
โพสต์ทูเดย์อายุครบ 7 ขวบ และก้าวขึ้นสู่ปีที่ 8 อย่างมั่นคง มีการจัดงานฉลองใหญ่โต ซึ่งผมได้รับเชิญไปร่วมงานด้วย จึงขอถือโอกาสนำมาวิจารณ์และเล่าสู่กันฟัง
งานนี้เชิญนายกรัฐมนตรีมาพูด รวมทั้งเชิญคนที่เคยเป็นตัวเก็งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแสดงวิสัยทัศน์ด้วย
คนหลังนี้ผมหมายถึง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งในอนาคตหลังจากหลุดพ้นจากบ้านเลขที่ 111 ก็ยังอาจมีโอกาสกลับมาเป็นตัวเก็งอีก
ทั้งหมดนี้ทำให้คนอย่างคุณกานต์ ตระกูลฮุน ที่ถูกแซนด์วิชอยู่ตรงกลางเหลือตัวเล็กนิดเดียว ทั้งๆ ที่ตำแหน่งของคุณกานต์ไม่เล็กเลย เป็นถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย
มีคนพูดติดตลกว่า หน้าที่หลักของคุณกานต์ คือ คั่นกลางไม่ให้อีก 2 คนเผชิญหน้ากัน
แต่ก่อนจะลงรายละเอียดของเนื้อหา ขอพูดถึงรูปแบบก่อนนะครับ หวังว่ากองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์จะไม่ตีความคำวิจารณ์ของผมเป็นเสียงตำหนิ และพยายามตัดส่วนนี้ทิ้ง แต่มองว่าผมกำลังแสดงความคิดเห็นในเชิงสร้างสรรค์ เผื่อว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในวันหน้า ตอนขึ้นปีที่ 9 ปีที่ 10 หรือปีที่ 1 โหล
งานที่จัดใหญ่โตขนาดนั้น ตระเตรียมสถานที่ไว้มากมายขนาดนั้น รวมทั้งเชิญคนพูดที่เป็นระดับผู้นำประเทศ สมควรที่จะมีคนสนใจมาฟังอย่างล้นหลาม แต่วันนั้นคงต้องยอมรับกันว่า ยังมีเก้าอี้เหลือว่างอยู่ไม่ใช่น้อย
ระดับของผู้ฟังก็เช่นกัน น่าจะมีคนที่มีความสำคัญสูงในวงการเศรษฐกิจและการเมืองต่างๆ เป็นจำนวนมาก มารับฟังวิสัยทัศน์ของผู้นำ แต่มองเข้าไปแล้วกลับจำใครไม่ค่อยได้ มีระดับหัวหน้าสำนักงานภาครัฐไม่กี่คน ส่วนภาคเอกชนประเภทที่มีบทบาทสูงก็เห็นน้อยคน
ปัญหาข้างต้น ถ้าจะแก้ ก็แก้ได้ง่ายนิดเดียว เพียงร่อนบัตรเชิญไปยังประธานและกรรมการผู้จัดการบริษัทใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ตลอดจนหัวหน้าหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำแค่นี้คนก็อาจจะมากันมืดฟ้ามัวดินแล้ว ไม่ว่าจะมาเพราะเกรงใจหนังสือพิมพ์ หรือมาเพื่อกระทบไหล่ผู้นำและคนดังอื่นๆ
มีผู้อาวุโสในวงการอธิบายให้ฟังว่า หนังสือพิมพ์ไม่มีประเพณีส่งบัตรเชิญ มีแต่ประกาศให้ทราบในหน้าหนังสือพิมพ์ รักกันชอบกันก็มา
แต่ผมอยากแนะนำว่า อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนประเพณีแล้ว สมัยนี้นักธุรกิจชั้นนำกับบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ มีภารกิจมาก มีเวลาส่วนตัวน้อย รวมทั้งไม่ได้จัดตารางเวลาเอง แต่มีเลขานุการคอยจัดการให้ ถ้าไม่ลงเวลาไว้ล่วงหน้าตามบัตรเชิญ ถึงจะนึกได้ภายหลังก็อาจไปซ้อนกับนัดหมายอื่นเสียแล้ว
จบเรื่องรูปแบบ หันมาพูดเรื่องเนื้อหาสาระดูบ้าง ประเด็นหลักที่ผมอยากให้ข้อสังเกตมี 2 เรื่อง ดังนี้
หนึ่ง ผู้พูด 2 ใน 3 คือคุณอภิสิทธิ์กับดร.สมคิด เป็นนักการเมือง นักวิชาการ และนักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งคนในอาชีพแต่ละอย่างดังกล่าวนี้ก็มักจะพูดเก่งอยู่แล้ว ยิ่งมารวมอยู่ในตัวคนเดียวกัน ศิลปะในการพูดก็ยิ่งสูงส่ง คุณอภิสิทธิ์ดูเหมือนจะมีพรสวรรค์มาแต่เกิด ส่วนดร.สมคิด ถึงจะมาจากการสั่งสมประสบการณ์ แต่ครั้งนี้ก็ทำได้ดีเกือบไม่แพ้กัน
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ บุคลิกเป็นพระเอกด้วยกันทั้งคู่ ทำให้คนฟังมีโอกาสเคลิบเคลิ้มได้โดยง่าย
สำหรับคุณกานต์ เป็นนักธุรกิจและเป็นวิศวกร พูดแต่สิ่งที่เป็นสาระและเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าคนฟังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาในที่ทำงาน หรือเป็นวงสนทนาวิชาการ ก็คงตั้งอกตั้งใจฟังและซาบซึ้งในประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาพูด แต่บังเอิญในกรณีนี้ คุณกานต์ต้องเอาวิทยาศาสตร์มาประชันกับศิลปศาสตร์ ในเวทีที่คนฟังสนใจเรื่องสังคมและการเมืองมากกว่า
มีเรื่องวิจารณ์กันเองมานานในวงการวิศวกรรมว่า วิศวกรที่หันเหไปเล่นการเมืองมักจะไปได้ไม่ไกล เพราะวิธีคิดและวิธีพูดตรงเกินไป ทำให้ขาดสีสัน ไม่สามารถทำให้คนฟังเกิดจินตนาการในเชิงเพ้อฝัน วิศวกรจึงมักจะเป็นได้แค่เครื่องมือของนักการเมือง ทั้งๆ ที่สมัยเป็นเด็กมักจะเรียนหนังสือเก่งกว่า และสอบได้คะแนนดีกว่า
สอง เปรียบเทียบเนื้อหาสาระระหว่างคุณอภิสิทธิ์กับดร.สมคิด ดร.สมคิดพูดก่อนและชี้ให้เห็นความผิดพลาดของรัฐบาลหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องที่ควรทำแต่ไม่ทำ หรือทำแล้วแต่ผลออกมาไม่ดี ดร.สมคิด สรุปว่า ถ้าตนเองเป็นรัฐบาล จะใช้เวลาเพียง 5 ปีในการนำพาประเทศให้รุดไปข้างหน้า
สรุปง่ายๆ คือ ดร.สมคิดพูดแบบฝ่ายค้านหาเสียง คล้ายกับที่ บารัก โอบามา สัญญาว่าจะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง หรือคุณอภิสิทธิ์เองสัญญาไว้ตอนที่ยังไม่เป็นรัฐบาลว่าจะทำอะไรบ้างใน 99 วัน เพียงแต่ดร.สมคิดขอเวลานาน 5 ปี ความเร้าใจจึงไม่มากเท่าที่ควร
ส่วนคุณอภิสิทธิ์ได้เปรียบที่เป็นรัฐบาลอยู่แล้ว จึงสามารถพูดเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้มากกว่า คือ พูดถึงผลงานที่ได้ทำไปแล้ว และจะต่อยอดอย่างไรในอนาคต
ผมสนใจประเด็นเล็กๆ ที่คุณอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องสนามบินดอนเมือง ซึ่งคุณอภิสิทธิ์บอกว่าเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง รัฐบาลมีนโยบายจะนำกลับมาใช้ประโยชน์มากขึ้น
ก็ไม่ทราบว่าเรื่องนี้จะเป็นการส่งสัญญาณอะไรไปยังพรรคร่วมรัฐบาลที่คุมกระทรวงคมนาคมอยู่หรือไม่
แต่ถ้าจะลุยเรื่องดอนเมืองจริง ผมก็ขอเชียร์เต็มที่







