
เอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
งานสัมมนาที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง’54 โอกาสและความท้าทาย”
งานสัมมนาที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจไทยครึ่งหลัง’54 โอกาสและความท้าทาย”
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. โดยเชิญกูรูด้านเศรษฐศาสตร์มาร่วมแสดงความคิดเห็น โดย นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปัจจัยทางการเมืองไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก ที่ผ่านมาเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีปัญหาทางการเมืองมาตลอด แต่ภาคธุรกิจก็ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้
ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปีจะเติบโตได้ที่ระดับ 4% โดยในครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ ราคาสินค้าแพง และการเปลี่ยนแปลงของอัตราต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายเงินทุน
อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่ใช้ในการหาเสียง ถ้ามีการนำมาปฏิบัติจริงจะน่าเป็นห่วง เพราะเป็นนโยบายที่ใช้เงินมาก การออมของภาครัฐจะลดลง ทำให้การลงทุนของรัฐจะลดลงตามไปด้วย และเศรษฐกิจจะไม่พัฒนาอย่างยั่งยืน
“เชื่อมั่นว่าภาคเอกชนปรับตัวมาถูกทางแล้ว ในครึ่งปีหลังเอกชนอาจจะทำงานได้ยากขึ้น แต่ก็เชื่อว่าเอกชนจะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้อยู่” นายโฆสิต กล่าว
สำหรับนโยบายทางเศรษฐกิจที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดำเนินการ คือ นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ต้องใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงมาตรการทางดอกเบี้ยที่ใช้ในการควบคุมเงินเฟ้อ ในช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง แต่ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยแบบถี่ๆ หรือขึ้นในทุกครั้งที่มีการประชุม เนื่องจากเงินเฟ้ออาจจะไม่สูงขึ้นมากอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เพราะเศรษฐกิจโลกทั้งจากสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐ และญี่ปุ่นยังเติบโตช้า การเข้ามาเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์จึงจะมีน้อยลง ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ เช่น น้ำมันจะไม่ปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะเป็นความท้าทายและเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ ถ้าสามารถปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ โดยสิ่งสำคัญที่ต้องปรับมากที่สุด ได้แก่ เรื่องคนความรู้ คุณภาพ และคุณธรรม
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดจะมา สิ่งสำคัญคือหากมีการทำนโยบายประชานิยมที่มากเกินไปเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ หากรัฐบาลนั้นๆ ไม่สามารถบริหารเงินที่จะได้มากเพิ่มขึ้น ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงต้องเก่งพอสมควร ขณะเดียวกันจะต้องมียุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในระยะกลางและยาว ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมักจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ 4-5%
นายวิชญายุทธ บุญชิต นักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับเชี่ยวชาญสำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ภาพรวมในปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตได้ในระดับ 3.5-4.5% โดยเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะเติบโตสูงขึ้นกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเชื่อว่าเศรษฐกิจจะมีทิศทางที่ดีขึ้น การแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อการลงทุนของภาคเอกชน และการขยายตัวของฐานรายได้ประชาชนจะส่งผลให้มีการจ้างงานมากยิ่งขึ้นซึ่งตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักจะได้แก่ การท่องเที่ยวและการลงทุนของภาคเอกชน







