posttoday
โหวตโนคะแนนที่เสียเปล่า

โหวตโนคะแนนที่เสียเปล่า

30 มิถุนายน 2554

ไขข้อสงสัย "โหวตโน" ด้วยคำตอบจาก "กกต." ยืนยันไร้ผลทางกฎหมายแม้จะมีจำนวนมากกว่าคะแนนผู้สมัคร  

ไขข้อสงสัย "โหวตโน" ด้วยคำตอบจาก "กกต." ยืนยันไร้ผลทางกฎหมายแม้จะมีจำนวนมากกว่าคะแนนผู้สมัคร  

โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ประเด็น “โหวตโน” ถือเป็นการใช้สิทธิที่ประชาชนพึงมีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีแม้ “ผู้สมัคร” หรือ “พรรคการเมือง” ใดตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ และล้วนเป็น เสือ สิงห์ กระทิง แรด จนเกิดเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เปรียบเทียบการเมืองไทยว่า “การเมืองน้ำเน่า” เหตุผลดังกล่าวทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รณรงค์ให้ทั่วประเทศไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยกากบาท X ในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน

แม้จุดประสงค์ของ พธม. จะมองว่าไม่มีผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใดเหมาะสมที่จะได้เข้าไปนั่งในสภา จึงได้หยิบยกบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 มาตรา 88 และมาตรา 89 ที่ พธม. อ้างว่ามีความเกี่ยวพันกัน 2 มาตรา ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้

โหวตโนคะแนนที่เสียเปล่า

มาตรา 88 บัญญัติว่า ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงคนเดียว ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ในกรณีที่ผู้สมัครได้รับคะแนนเลือกตั้งน้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น หรือไม่มากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศให้มีการรับสมัครเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ การจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ถ้าผู้สมัครมีคนเดียวและได้คะแนนเลือกตั้งน้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นอีก หรือได้ไม่มากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ให้ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งเช่นเดิม

ส่วนมาตรา 89 บังคับใช้ภายใต้มาตรา 88 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง แต่ในเขตเลือกตั้งที่มีการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตได้มากกว่า 1 คน ซึ่งในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้ใช้วิธีการจับสลาก ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ตามวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษก พธม. ยืนกรานว่า การกากบาทลงในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน มีผลต่อทางกฎหมายทางนิตินัย ซึ่งบทบัญญัติไว้ในมาตรา 93 วรรคท้าย ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งวรรคที่ 7 บอกว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมีจำนวน สส.ไม่ถึง 500 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 95% ของจำนวน สส.ทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร และต้องดำเนินการให้มี สส.ครบตามจำนวนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญภายใน 180 วัน และให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่าที่จะมีอายุของ สส.ที่เหลืออยู่

ดังนั้น ถ้ามีจำนวน สส.ไม่ครบ 95% เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ซึ่งถ้ามีคะแนนโหวตโนที่ชนะเขตเลือกตั้งให้ถึง 26 เขตทั่วประเทศให้ได้นั้น ก็จะไม่มีการเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ การประชุมสภาก็จะไม่เกิดขึ้น เพื่อสร้างอำนาจต่อรองจากภาคประชาชน และจะกำหนดกฎเกณฑ์ต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม พธม.มองไปในมาตรา 89 ภายใต้การบังคับของมาตรา 88 นั้น หมายความว่า ผู้สมัคร สส.แม้ว่าจะได้รับคะแนนชนะคู่แข่งก็ตาม แต่ถ้ามีคะแนนน้อยกว่าจำนวนโหวตโน ก็ถือว่าไม่ได้เป็น สส. เพราะมีคำว่า “ภายใต้การบังคับใช้ในมาตรา 88” ย่อมหมายถึงให้กลับไปใช้การบังคับกับผู้สมัครคนเดียว คือ ต้องชนะคะแนนเกิน 20% และต้องชนะจำนวนโหวตโนให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ กกต.เองไม่มีอำนาจวินิจฉัย เพราะต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้งในการตัดสิน

ดังนั้น ปมปัญหาอยู่ที่ผลของโหวตโนหากมีจำนวนมากกว่าคะแนนที่ผู้สมัครได้ ก็จะทำให้ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ จนทำให้การเปิดประชุมสภาต้องล่าช้าออกไป หรือกระทั่งการตีความในส่วนของมาตรา 89 ผู้สมัคร สส.จะมีโอกาสชนะจำนวนโหวตโนได้หรือไม่

คำตอบจาก สดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ยืนยันว่า มาตรา 89 ที่บัญญัติให้ใช้ภายใต้ข้อบังคับมาตรา 88 นั้น เป็นการเชื่อมโยงให้เข้าตามลำดับของมาตรา ซึ่งไม่สามารถนำมาตีความใช้ร่วมกันได้ เพราะจะทำให้เกิดความสับสน

โหวตโนคะแนนที่เสียเปล่า

ทั้งนี้ มาตรา 88 ถือเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะใช้เมื่อในเขตเลือกตั้งมีผู้สมัคร สส.เพียงคนเดียว โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้ต้องได้คะแนนเกินกว่า 20% และต้องมากกว่าคะแนนโหวตโน เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ละพรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงแข่งขันครบทุกเขต จึงเข้ามาตราเดียว คือ มาตรา 89 ซึ่งผลจำนวนโหวตโนจะไม่มีผลทางกฎหมาย จึงไม่ต้องพิจารณามาตรา 88

“ต้องถามย้อนกลับว่า การรณรงค์ไม่ให้เราเลือกนักการเมืองใดเลยนั้น จุดประสงค์เพื่ออะไร แล้วใครจะทำหน้าที่ต่อไปในการบริหารประเทศ ถ้านักการเมืองเป็นคนที่น่ารังเกียจ แล้วคนที่จะเข้ามาต้องไม่ใช่นักการเมือง ประเทศเราจะเป็นอย่างไร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น ประเทศพม่าคือรัฐบาลทหาร เราต้องการแบบนั้นหรือ” สดศรี กล่าว

ส่วนการที่ศาลฎีกาแผนกคดีการเลือกตั้ง จะมีหน้าที่ก็ต่อเมื่อการเลือกตั้งที่จัดขึ้นมีการทุจริต และการได้ใบเหลืองและใบแดงมาหลังจากที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้วเท่านั้น จึงยืนยันได้เลย แม้ว่า กกต.จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่หลายครั้ง ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.

เช่นเดียวกับ วิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต. ที่ออกมาระบุภายหลังการประชุม กกต. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่มีการพูดกันในสังคมว่าหากคะแนนของผู้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนมีมากกว่าคะแนนของผู้ได้รับเลือกเป็น สส. แล้วจะทำให้ผลการเลือกตั้งเขตนั้นเป็นโมฆะนั้น ทาง กกต.ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิด

“เรื่องนี้ไม่ได้โต้ตอบใคร แต่ กกต.ต้องพูดข้อเท็จจริงให้ฟัง” วิสุทธิ์ กล่าว

วิสุทธิ์ ชี้แจงอีกว่า ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ สว. มาตรา 88–89 ระบุเงื่อนไขว่า กรณีเขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครเพียง 1 คน หากผลการเลือกตั้งคะแนนของผู้สมัครนั้นมีไม่ถึง 20% หรือมีน้อยกว่าคะแนนของผู้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งหากผลออกมาทำนองเดียวกันถึง 2 ครั้ง ครั้งที่ 3 ก็ให้ประกาศชื่อผู้สมัครผู้นั้นเป็น สส.ได้เลย

“แต่ข้อเท็จจริงในขณะนี้ไม่มีเขตเลือกตั้งใดเลยที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว และเมื่อลงสมัครแล้วกฎหมายก็ห้ามถอนตัว ดังนั้นนอกจากจะมีเหตุ|อื่นที่นอกความคาดหมายจนวันเลือกตั้งมีเขตที่เหลือผู้สมัครคนเดียวแล้ว กรณีตามมาตรา 88–89 จึงไม่มีผล หรือจะโหวตโนให้มากกว่าคะแนนของ|ผู้ได้รับเลือกตั้งก็ไม่เกิดผลให้โมฆะอย่างที่เข้าใจ” วิสุทธิ์ กล่าว

ด้านนักวิชาการด้านสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เจษฎ์ โทณะวณิก อธิบายว่า ในมาตรา 89 ไม่ได้ถูกตีความว่าผู้สมัคร สส.จะต้องชนะคะแนนโหวตโนอย่างเดียว หากในเขตเลือกตั้งนั้นมีจำนวนผู้สมัครมากกว่า 1 คน แม้จะได้เพียง 5% ก็ต้องได้มาเป็น สส. แต่ในมาตรา 88 ระบุไว้ชัดเจนว่า หากผู้สมัคร สส. ไม่สามารถมีคะแนนจำนวนมากกว่า 20% หรือมากกว่าคะแนนโหวตโน ทาง กกต.ก็จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่การที่ พธม.สนับสนุนให้โหวตโน เพื่อไม่ให้สามารถเปิดประชุมสภาได้ ดังนั้นจุดมุ่งหมายคือก่อกวน ซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ เป็นเพียงการกระทำที่รู้อยู่แล้วว่าต้องการตัดคะแนนออกจากพรรคการเมืองใหญ่

ทว่า โหวตโนนอกจากเป็นการบ่งบอกขุมกำลังของ พธม.เองแล้ว ยังเป็นกลวิธีเพื่อทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง แต่ในขณะที่ กกต.ฟันธงว่า การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุมตามกรอบเวลา และไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะเข้าข่ายตามมาตรา 88 ที่ทำให้บานปลายจนไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ แต่ท้ายที่สุดผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ จะเป็นคำตอบชัดเจนที่ถูกเฉลยให้ประชาชนทุกคนเห็นเป็นที่ประจักษ์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท