
"ธิดา"จี้กกต.ป้องกันบัตรเสีย
"ธิดา"บุก กกต.ยื่นหนังสือเรียกร้องปรับแก้กฎเลือกตั้งป้องกันบัตรเสีย อ้างคนสับสนการทำเครื่องหมายบนบัตรลงคะแนน
"ธิดา"บุก กกต.ยื่นหนังสือเรียกร้องปรับแก้กฎเลือกตั้งป้องกันบัตรเสีย อ้างคนสับสนการทำเครื่องหมายบนบัตรลงคะแนน
นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 มิ.ย.เวลา 10.00 น.จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้กกต.กำหนดมาตรการป้องกันบัตรเสีย และเสนอแนวทางการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง 3 ก.ค.นี้
ทั้งนี้ที่ประชุมกลุ่มคนเสื้อแดงมีมติ 1.ให้กกต.ปรับแก้กฎว่าไม่ว่าจะทำเครื่องหมายใดลงในช่องด้านขวาของหมายเลขที่เป็นช่องสัญลักษณ์ของพรรคก็ไม่ให้ถือเป็นบัตรเสีย 2.ให้กตต.ปิดใบนับคะแนน (สส.32) ที่เขตเลือกตั้งเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ
นางธิดา กล่าวว่า มีประชาชนจำนวนมากสับสนเรื่องการทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้ง เพราะกกต.ระบุว่าให้ทำเครื่องหมายขวามือของหมายเลขพรรคการเมืองเพียงหมายเลขเดียวเท่านั้น ซึ่งหากดูบัตรลงคะแนนแล้วจะพบว่ามีที่ให้ลงถึง 2 แห่ง ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นบัตรเสีย ถามว่าเป็นกระบวนการวางยาหรือไม่ และกกต.จะรับผิดชอบอย่างไร
“ถ้าประชาชน 10 ล้านคนลุกขึ้นมาประท้วงว่ากกต.ทำผิด ไม่ยอมรับการทำงาน ถามว่ากกต.จะทำอย่างไร การพูดครั้งนี้ไม่ได้เป็นการหาเรื่อง แต่เราขอเตือน”นางธิดากล่าว
นางธิดา กล่าวอีกว่า ขอให้กลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศออกมาเลือกตั้งและสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครตรวจสอบการเลือกตั้ง โดยในวันที่ 3 ก.ค.ขอให้คนเสื้อแดงทั้งหมดประจำอยู่ตามหน่วยเลือกตั้งเพื่อสังเกตการณ์ และรายงานข้อมูลคะแนนเสียงเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อรวบรวมและประกาศก่อนจะถูกกระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเลขทำลายความจริง
นางธิดา กล่าวว่า การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบความผิดปกติหลายจุด อาทิ เขตราชบูรณะซึ่งมีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งเพียง 119 คน แต่กลับมีการนับคะแนนถึง 420 คน หรือการส่งคนในเครื่องแบบจำนวนมากไปใช้สิทธิและกกต.ก็ยอมให้กระทำเช่นนั้น พร้อมกันนี้ยังตรวจพบว่าที่จ.ลพบุรี มีการปลุกระดมให้เกลียดชังคนเสื้อแดงในค่ายทหาร มีการนำบัตรทหารเกณฑ์มาวนใช้สิทธิ มีกระบวนการเปลี่ยนหีบบัตร นางธิดา กล่าวว่า กกต.บริหารงานผิดพลาดหลายประการ เช่น รายชื่อประชาชนหาย จัดบุคลากรไม่เพียงพอต่อสถานที่และจำนวนผู้ใช้สิทธิ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถลงคะแนนได้ เชื่อว่ามีผู้เสียสิทธิร่วม 5 แสนคน







