posttoday
ลอยแพปัญหาแรงงงานต่างด้าว

ลอยแพปัญหาแรงงงานต่างด้าว

29 มิถุนายน 2554

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งในขณะนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต่างด้าว

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งในขณะนี้ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต่างด้าว

เหตุเพราะประชากรไทยมีระดับการศึกษาสูงขึ้น มีการเลือกงาน ต้องการงานดี รายได้ดี จนไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง ทำให้ในหลายๆ อุตสาหกรรมจำต้องใช้แรงงานระดับล่างจำนวนมาก (Labour Intensive)

ทั้งนี้ เป็นเหตุให้เกิดภาวะตึงตัวด้านแรงงาน และต้องหันไปใช้บริการแรงงานพม่า กัมพูชา หรือลาวแทน สิ่งที่ตามมาด้วยคือ การหลั่งไหลของประชากรประเทศเพื่อนบ้านที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ถูกนายจ้างกดค่าแรง ไม่ได้รับสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด

แม้ภาครัฐจะเปิดให้ขึ้นทะเบียนมาแล้วหลายรอบเพื่อนำแรงงานต่างด้าวเหล่านี้มาอยู่ในระบบ และได้รับสิทธิคุ้มครองเท่าเทียมแรงงานไทย แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีอีกนับล้านคนที่ยังมีสถานะเป็นแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง จนต้องเปิดขึ้นทะเบียนรอบใหม่เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 27 มิ.ย. มีแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 3.4 แสนคน

ยิ่งแนวโน้มสังคมไทยที่ก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ ประชากรวัยแรงงานลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวและต้องการกำลังคนเข้าไปขับเคลื่อนการเติบโต แรงงานต่างด้าวจึงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถเข้ามาชดเชยช่องว่างนี้ได้

 

ลอยแพปัญหาแรงงงานต่างด้าว

การจัดการแรงงานต่างด้าวจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

ทว่า น่าเสียดายที่นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในขณะนี้ ไม่มีพรรคไหนให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวเลย

อดิศร เกิดมงคล เอ็นจีโอผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ มองว่า การที่พรรคการเมืองไม่มีนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติที่ชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ในสายตานักการเมือง อีกประการ ก็เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งด้วย ประเทศไทยจึงไม่เคยมียุทธศาสตร์ระยะยาวในเรื่องนี้

อดิศร เสนอว่า พรรคที่ได้รับเลือกให้เป็นรัฐบาลชุดใหม่ควรวางยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวในระยะยาวอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่แรงงานต่างด้าว แต่ต้องรวมถึงคนกลุ่มอื่น เช่นผู้ลี้ภัย บุคคลไร้สัญชาติต่างๆ ไม่ใช่การจัดการแบบเปะปะที่ขึ้นอยู่กับแรงกดดันแต่ละช่วงว่าภาคธุรกิจมีแรงกดดันมากกว่า หรือฝ่ายความมั่นคงกดดันได้มากกว่า

“ช่วงไหนภาคธุรกิจกดดันมากก็อาจมีการนำเข้า มีการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว แต่พอช่วงไหนฝ่ายความมั่นคงกดดันมากกว่า ก็เกิดการจับกุมผลักดันคนกลุ่มนี้ออกนอกประเทศ มันไม่มียุทธศาสตร์ระยะยาว และทำให้เป็นความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ยิ่งต่อไปสังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ ก็ต้องยอมรับว่าแรงงานต่างด้าวจะต้องอยู่คู่กับประเทศไทย หากไม่วางแผนการจัดการที่ดี จะทำให้มีปัญหายุ่งยากในอนาคต” อดิศร กล่าว

อดิศร แนะนำว่า รัฐบาลใหม่ควรต้องมีการบังคับใช้กฎหมายด้านการคุ้มครองแรงงานอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวถูกเอาเปรียบ ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการต่างๆ อย่างเท่าเทียมกับแรงงานไทย เชื่อมโยงกับภาพที่ออกมาว่าประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามนุษย์ ถูกสหรัฐอเมริกาจับตา และบางธุรกิจเสี่ยงต่อการถูกตัดสิทธิทางการค้าอีกด้วย

“ดังนั้น ถ้ามีการคุ้มครองแรงงาน มีระบบการจัดการที่ดี จะทำให้ประเทศไทยลดปัญหาการค้ามนุษย์ และอธิบายต่อสังคมโลกได้” อดิศร ระบุ

อีกเรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ในเชิงรุกต่อประเทศต้นตอของแรงงานต่างด้าว เช่น เรื่องพัฒนาการด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้คนต่างประเทศไหลเข้ามาทำงานในประเทศเรื่อยๆ ดังนั้นจึงต้องมีนโยบายต่างประเทศที่เข้าใจปัญหา เหมือนยุคสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เน้นเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เป็นต้น

“อีกไม่กี่ปีก็ถึงเวลาเปิดเสรีแรงงานอาเซียน ภาพที่ออกมาคงไม่ได้เกิดการเคลื่อนย้ายคนข้ามประเทศขนานใหญ่ แต่ก็จะมีการโยกย้ายมากกว่าปกติ ดังนั้นประเทศไทยต้องมีจุดยืนให้ชัดว่าตำแหน่งประเทศเราอยู่ตรงไหน จะยังขายเรื่องแรงงานราคาถูก หรือพัฒนาอุตสาหกรรมขั้นสูง เรา จะได้เลือกได้ว่าแรงงานต่างด้าวที่เราต้องการเป็นคนกลุ่มไหน การจัดการจะได้ชัดเจน” อดิศร สรุป

ด้าน ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่า รัฐบาลไทยทำเป็นเสมือนว่าไม่มีแรงงานต่างด้าวอยู่ในประเทศ และพยายามบอกภาคเอกชนว่าต้องเคลื่อนตัวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ต้องเป็นครีเอทีฟ อีโคโนมี แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีกลไกมาสนับสนุนในเรื่องนี้ และถึงมีครีเอทีฟ อีโคโนมี ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที ดังนั้นประเทศไทยยังต้องวนเวียนกับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก

“ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกสูงมากกว่า 65-70% ของจีดีพี ซึ่งการส่งออกมันก็ผูกพันกับภาคการผลิต ธุรกิจในภาคการผลิตกว่า 70% เป็นธุรกิจที่เป็น Labour Intensive ขณะที่ภาวะแรงงานก็อยู่ในช่วงตึงตัว มีคนว่างงานแค่ 0.9% ของประชากร เรายังขาดแคลนแรงงานในระบบอีก 3 ล้านคน ดังนั้นวันนี้จนถึงอีก 5 ปีข้างหน้า เรายังต้องการแรงงานต่างด้าวอยู่จนกว่าจะเกิดครีเอทีฟ อีโคโนมี ขึ้นมาจริงๆ” ธนิต กล่าว

ธนิต เสนอแนะว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศ ควรต้องยกเรื่องการจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นวาระแห่งชาติ มีการบริหารจัดการที่ชัดเจนว่าเขตไหนที่ให้มีได้ เขตไหนห้ามมี แรงงานที่นำเข้ามาจะวางไว้ในอุตสาหกรรมไหนบ้าง รวมทั้งนำแรงงานนอกระบบใต้ดินมาอยู่บนดิน

“แรงงานต่างด้าวต้องอยู่บนโต๊ะ เพราะถ้าปล่อยให้อยู่ใต้ดินจะเป็นภาระประเทศ เช่น ลูกหลานของแรงงานต่างด้าวก็ต้องรับการศึกษา ต้องใช้บริการสาธารณสุข แม้จะผลักดันออกไป เขาก็กลับเข้ามาอีก ดังนั้นต้องดึงขึ้นมาอยู่ในระบบจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า” ธนิต กล่าว

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลไม่วางกรอบยุทธศาสตร์แรงงานต่างด้าวให้ชัดเจน จะเป็นปัญหาประเทศในระยะยาวแน่นอน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท