
แก่รธน.ตั้งสภาปรองดอง โรดแมปสมานฉันท์
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย
ประกาศตั้งแต่วันนำทัพเพื่อไทยลงทำศึกเลือกตั้ง “ดิฉันมาแก้ไขไม่ได้แก้แค้น” ก่อนแพลมว่าจะนิรโทษกรรมถ้วนหน้า
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันจะสานต่อการทำงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
พรรคการเมืองขนาดเอสเอ็มอีมองตรงกัน อยากเห็นความสงบสุขคืนประเทศชาติ ถึงขั้นไอเดียบรรเจิดคิดสร้างละครปรองดองคล้องใจไปถึงจุดเทียนสมานฉันท์
ดูเหมือนแต่ละพรรคการเมืองฟุ้งกระจายถึงการแสวงหาความปรองดอง เพียงแต่การกำหนดกระบวนการสู่เป้าหมายยังแตกต่างกัน
คอป.ซึ่งแม้จะถูกมองว่าเป็นการจัดตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ในช่วงการทำงานที่ผ่านมามีเสียงตอบรับจากคนเสื้อแดงที่เข้าร่วมให้ข้อมูล หรือแม้แต่แกนนำที่ขอความช่วยเหลือประกันตัวทางคดี ที่สำคัญ คอป.มีบุคลากรเกี่ยวข้องด้านกระบวนการยุติธรรม นักสันติวิธีมากมาย พวกเขามองปรากฏการณ์นักเลือกตั้งที่หยิบยกเรื่องการปรองดองออกมาชูโรงขณะนี้ ถ้าจะดำเนินการอย่างจริงจังควรจะร่วมกันกำหนดเป็น “โรดแมปเพื่อการปรองดอง”
สมชาย หอมละออ หนึ่งใน คอป. บอกว่า การที่ทุกพรรคยกประเด็นปรองดองแห่งชาติขึ้นมาหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย เป็นเรื่องดีมาก แสดงให้เห็นว่าเป็นการเรียกร้องของสังคมไทยให้เกิดความสามัคคี แน่นอนแต่ละพรรคมีจุดที่ต่างกันในรายละเอียด เช่น เสนอนิรโทษกรรม ขณะที่บางพรรคไม่เห็นด้วย
“ผมเห็นว่า การนิรโทษกรรมเป็นเพียงจุดหนึ่งของกระบวนการปรองดอง ผมคิดว่าทุกพรรคควรหารือร่วมกันจะหาทางปรองดองหรือทางออกอย่างไร ความขัดแย้งเป็นความขัดแย้งทางการเมือง และพรรคการเมืองเป็นตัวแทนทางการเมืองของประชาชนกลุ่มต่างๆ ถ้าคู่กรณีสามารถคุยกันได้แล้วหาหนทางสร้างปรองดองดีที่สุด ส่วนการคุยจะลำพังหรือคนกลางทำได้ทั้งสิ้น”
“เราไม่ได้ปฏิเสธนิรโทษกรรม แต่ไม่ใช่จู่ๆ จะหยิบยกขึ้นมาโดยไม่ได้สนใจประเด็นอื่น การนิรโทษกรรมจะได้ผล ต่อเมื่อสังคมได้เรียนรู้ร่วมกันเสียก่อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า เหตุการณ์เสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บ 2,000 ราย มีสาเหตุมาอย่างไร และจะหาหนทางแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอย่างไร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดในอนาคต”
ที่ผ่านมาเรานิรโทษกรรมเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 2516 6 ตุลา 2519 และพฤษภา 2535 แต่เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองก็ยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก นั่นแสดงว่านิรโทษกรรมไม่ใช่การแก้ปัญหา ต้องมีวิธีการอื่นๆ ประกอบด้วย
สิ่งที่ คอป.ดำเนินการมาตลอด เน้นกระบวนการ มีที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสร้างความปรองดองแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หรือการขัดแย้งทางสังคมโดยสันติวิธี ฉะนั้นกระบวนการเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด ทำอย่างไรจึงให้เกิดกระบวนการที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะคู่ขัดแย้งเข้ามามีส่วนร่วมและหาหนทางด้วยกันที่จะสร้างเรียกว่าโรดแมปก็ได้ที่จะนำไปสู่การปรองดอง ซึ่งกระบวนการนั้น การนิรโทษกรรมอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ด้วยก็ได้
โรดแมปตามที่สมชายวางแพลนไว้เป็นอย่างไร ประการแรก มีความจริงร่วมกันก่อน ปัจจุบันคู่ขัดแย้งมีความจริงคนละชุด แม้ที่ผ่านมามีการเปิดเผยข้อเท็จจริงมากขึ้น ทำให้ความจริงนั้นชัดเจนขึ้น ใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ประการที่สอง ความยุติธรรม ทั้งความยุติธรรมทางอาญา เช่น การดำเนินคดีกับบุคคลต่างๆ ในช่วงมีความรุนแรง โดยเฉพาะ นปช.ถูกดำเนินคดีมาก ขณะที่ฝ่ายอื่นยังไม่ถูกดำเนินคดีเลย นอกจากนั้นเป็นความยุติธรรมทางการเมืองอีก ยังไม่รวมความยุติธรรมทางสังคมเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไขระยะยาว แต่ความยุติธรรมทางการเมืองต้องมี การเปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกันทางการเมือง การยุบพรรค คิดว่าไม่ค่อยถูกต้องในกระบวนการสร้างความเป็นธรรมทางการเมือง
ประการสุดท้าย สังคมเปลี่ยนไปเยอะ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แต่โครงสร้างสังคม การเมืองเป็นแบบเดิมๆ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแท้จริง ผมอยากให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปทางการเมือง ปฏิรูปภาษีอากร กระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมประชาชนในกระบวนการปกครอง ถ้าไม่ปฏิรูปจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง อาจกลายเป็นการปฏิวัติ ที่ถอนรากถอนโคน และทำให้สังคมไทยรุนแรงทางการเมืองอีก
พรรคการเมืองต่างๆ ต้องคิด เพราะนี่เป็นเงื่อนไขของการปรองดองอย่างถาวรยั่งยืน มิฉะนั้นการปรองดองโดยนิรโทษกรรมอย่างเดียวเป็นเรื่องฉาบฉวยมาก และในที่สุดเกิดความขัดแย้งต่อสู้เสียเลือดเสียเนื้อกันอีก
คนกลางเป็นอีกประเด็นที่มีความจำเป็น เขาเชื่อว่าสังคมไทยยังมีคนกลางเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงกำหนดคณะกรรมการกลางมากำหนดนโยบายแห่งชาติเพื่อปรองดองสามารถทำได้
ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งสามารถมาร่วมกันได้ในกระบวนการปรองดอง เช่น กำหนดให้แก้รัฐธรรมนูญจัดตั้งสภาแห่งการปรองดองขึ้นมาเพื่อกำหนดนโยบายการปรองดองอย่างเดียว ไม่ได้กำหนดหน้าที่อย่างอื่น เหมือนกับที่ผ่านมาเราเคยตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญอาจเป็นหนทางหนึ่ง แต่ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร และก็มีกติกาออกมา อย่างน้อยควรมีกฎหมายรองรับหรือเป็นไปได้ แก้รัฐธรรมนูญ และให้รองรับคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเลย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา 3-4 เรื่อง ได้แก่ ความจริง ความยุติธรรม และการปฏิรูป
อย่างไรก็ตาม สมชาย ย้ำว่า การนิรโทษกรรมน่าอยู่ลำดับท้าย คือ ต้องมีกระบวนการอย่างอื่นเสียก่อน เช่น คนทำความผิดก็ได้รู้ว่าตนเองผิด ความผิดไม่ได้หมายถึงความผิดในทางอาญาอย่างเดียว ความรับผิดทางการเมือง ความรับผิดในทางจริยธรรม รวมทั้งการเยียวยาบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทหารก็เสียชีวิต ประชาชน ญาติพี่น้องก็มีความเข้าใจที่ต่างกันอยู่
“การปรองดองที่แท้จริง คือ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และสามารถมองเห็นอนาคตที่ดำเนินการ จะไม่ให้เกิดความรุนแรงอีกในอนาคต บนพื้นฐานที่ประเทศไทยจะพัฒนาไป โดยเฉพาะการพัฒนาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้ด้วย ซึ่งไม่มีใครให้คำตอบได้ ทุกคนต้องร่วมกันค้นและร่วมกันหาคำตอบ เนื่องจากไม่มีสูตรสำเร็จ
จุดนี้เองอยากให้ทุกพรรคการเมืองชูนโยบายปรองดองแล้ว ถ้าต้องการตอบสนองความเรียกร้องประชาชนจริงๆ เพื่อสร้างความสงบสันติ ควรหันหน้าเข้าเจรจากันเพื่อกำหนดขั้นตอนต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปรองดองแห่งชาติเพื่อให้เป็นวาระแห่งชาติ” สมชาย กล่าวทิ้งท้าย







