
มทภ.1โต้ฮุนเซนปัดโจมตีเขมร
แม่ทัพภาคที่ 1 โต้ ฮุนเซน ปัดกองทัพไทยไม่รุกรานใครก่อน เผยทหารเขมรเพิ่มกำลังตามแนวชายแดนอื้อ พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ให้ติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด ยืนยัน ปัญหาชายแดนไม่ทำให้เลื่อนเลือกตั้ง
แม่ทัพภาคที่ 1 โต้ ฮุนเซน ปัดกองทัพไทยไม่รุกรานใครก่อน เผยทหารเขมรเพิ่มกำลังตามแนวชายแดนอื้อ พร้อมสั่งเจ้าหน้าที่ให้ติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด ยืนยัน ปัญหาชายแดนไม่ทำให้เลื่อนเลือกตั้ง
พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงกรณีที่ นาย ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุในวันที่ 1 กรกฎาคม กองทัพไทยจะใช้กำลังทหาร โจมตีกัมพูชา ว่า ไม่เป็นความจริงนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก ไม่ให้ใช้กำลังรุกรานใคร แต่ถ้าเราถูกปฏิบัติก่อน เราก็จะตอบโต้อย่างรุนแรง เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เราสามารถปกป้องอธิบไตยได้อย่างแน่นอน ขณะนี้ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อยู่ตรงข้ามจังหวัดสระแก้ว กัมพูชาได้เพิ่มกำลังทหารราบ ระดับกองร้อยสองจุดหลัก แต่ไม่มีอาวุธหนักหรือยานเกราะ จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์
แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กองกำลังบูรพา และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ติดตามสถานการณ์ ให้เน้นเรื่องการลาดตระเวนตามแนวชายแดน เพิ่มความเข้มงวด จุดผ่านแดน ทั้งการตรวจตราบุคคล ยานพาหนะ และสิ่งของ ประชาชนไม่ต้องตกใจ
ส่วนกรณีที่มีการระบุสถานการณ์ชายแดนจะทำให้การเลือกตั้งต้องล้มไป พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า ก็พูดกันไปตามแต่จะคิด แต่มันไม่เกี่ยวข้องกัน การเลือกตั้งต้องดำเนินต่อไป ทหารก็ต้องการให้มีการเลือกตั้ง ผู้บัญชาการทหารบกย้ำแล้วย้ำอีกว่า ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดขึ้นตามที่กำหนดไว้ นโยบายของกองทัพบกคือสนับสนุนให้กำลังพลใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด โดยคาดว่าจะใช้สิทธิ์ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ วางตัวเป็นกลางทางการเมืองและให้ทุกคนมีเสรีในการเลือกตั้งคนตามที่ใจชอบ ทุกคนต้องไปดูว่าคนใด พรรคใด ที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเมือง และดูแลปกป้องเทิดทูนสถาบันอันเป็นที่รักของเราต่อไป
ส่วนกรณีที่มีความพยายามกล่าวหาว่ากองทัพ สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า กองทัพไม่มีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว เป็นเรื่องแล้วแต่จะคิด แต่นโยบายของผู้บัญชาการทหารบก คือให้หลีกเลี่ยงการดำเนินการทุกอย่างที่จะทำให้เกิดข้อครหาว่ากองทัพไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง โดยให้เน้นเรื่องการรักษาความปลอดภัยมากกว่า ไม่ให้เข้าไปยุ่งในหน่วยเลือกตั้งและกระบวนการนับคะแนน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งมา เว้นแต่ในพื้นที่ที่จะมีอันตรายหรือทุรกันดารมาก ๆ แต่กังวลหากผลการเลือกตั้งออกมา แล้วไม่ตรงใจของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะกล่าวหาว่ากองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการใต้ดิน







