
อยากได้ยิน โรดแมปประเทศไทย จากนักการเมือง
แม้ผมเคยตั้งใจว่าจะไม่เขียนบทความเกี่ยวกับการเมือง แต่ครั้งนี้ดูจะเชยอยู่ไม่น้อยหากไม่พูดถึงการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.นี้
แม้ผมเคยตั้งใจว่าจะไม่เขียนบทความเกี่ยวกับการเมือง แต่ครั้งนี้ดูจะเชยอยู่ไม่น้อยหากไม่พูดถึงการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.นี้
มาถึงวันนี้ทุกพรรคการเมืองกำลังหาเสียงกันอย่างขะมักเขม้น เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายกันแล้วก็ว่าได้ สิ่งที่เราได้ยินตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ก็คือการสัญญิงสัญญาว่าจะทำโน่นให้นี่ จนจำไม่ไหวว่าพรรคใดจะให้อะไรกับเราบ้าง กกต.นี่ก็แปลกนะครับ ถ้าผู้สมัครเป็นรายบุคคลสัญญาว่าจะให้ ถือว่าผิดกฎหมาย ต้องแจกใบแดง แต่หากพรรคการเมืองเป็นผู้สัญญาว่าจะให้เสียเอง (ภาษาการเมืองเขา (เลี่ยง) เรียกว่า “นโยบายพรรค”) แล้วไม่เป็นอะไร สามารถทำได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละพรรคออกนโยบาย ลด แลก แจก แถม หรือที่ผมเรียกว่านโยบายซื้อเสียง มาเกทับบลัฟแหลกกันอย่างที่เห็นทุกวันนี้
ผมเข้าใจดีครับว่านโยบายเหล่านี้ถูกใจคนรากหญ้า ซึ่งเป็นผู้ที่จะไปลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้นหากจะให้ได้มาซึ่งอำนาจ ซึ่งก็คือการเป็นรัฐบาล ก็จำเป็นที่จะต้องเอาใจคนกลุ่มนี้เพื่อให้ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงตัวผมด้วย ที่อยากได้ยินสิ่งที่มากกว่าการลด แลก แจก แถม จากนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคใหญ่ๆ ทั้งหลาย ที่หมายมั่นปั้นมือว่าตนเองจะเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ผมอยากเห็นโรดแมปประเทศไทย (Thailand’s Roadmap) ว่าท่านจะนำพาประเทศไปสู่จุดอื่นใด และหน้าตาของประเทศจะเป็นอย่างไรในสังคมโลก ในอีก 4 ปี หรือแม้แต่ 8 ปีข้างหน้า ด้านเศรษฐกิจ หลังจากที่เรากินบุญเก่าจนหมดแล้วจากการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยการลงทุนขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) จนเข้าสู่ยุคเติบโตอย่างโชติช่วงชัชวาล มาถึงวันนี้ท่านจะทำอย่างไรที่จะให้ GDP ของประเทศกลับไปสู่ยุคโชติช่วงชัชวาลได้อย่างต่อเนื่องอีกครั้งหนึ่ง ผมเน้นคำว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องนะครับ
ในบริษัทเอกชนนั้น มีวงจรทางธุรกิจ 4 ขั้นตอน คือ เริ่มต้น เติบโต เสถียร และถดถอย โดยมีลักษณะเป็นรูปคล้ายตัว S ในภาษาอังกฤษ เมื่อบริษัทเข้าสู่สภาวะเสถียร ก็ต้องขวนขวายที่จะต่อยอดหรือเปิดธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างตัว S ใหม่ขึ้นมาต่อจากฐานของตัว S เดิม ไม่เช่นนั้นก็ต้องเจอเข้ากับสภาวะถดถอยจนถึงอาจต้องปิดบริษัทไปในที่สุด ในระดับประเทศผมอยากเห็นตัว S ใหม่ของประเทศจากนักการเมืองครับ
ด้านพลังงาน ทุกคนตระหนักดีว่านับวันความต้องการพลังงานของประเทศจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่แหล่งพลังงานกลับหายากขึ้น และพลังงานก็จะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันร้อยละ 70 ของไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้ผลิตมาจากแหล่งพลังงานเดียว คือ ก๊าซธรรมชาติ เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานออกมาว่าปริมาณก๊าซสำรองในอ่าวไทยมีใช้ไปอีกเพียง 18-20 ปีเท่านั้น
ปีที่แล้วพม่าส่งก๊าซธรรมชาติให้เราไม่ได้ 2 วัน เราต้องแก้ไขด้วยการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนใน จ.กาญจนบุรี ผลก็คือเกิดน้ำท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนจนชาวบ้านออกมาร้องเรียนเป็นข่าวเกรียวกราว สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณของความเปราะบางในการบริหารจัดการพลังงานในระยะยาว ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก และนับวันจะต้องพึ่งพามากขึ้น ในโลกธุรกิจนั้น ผู้ใดมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วนและทันเวลากว่า ผู้นั้นคือผู้ชนะ แต่สำหรับประเทศแล้ว ในอนาคตใครเข้าถึงแหล่งพลังงานหรือครอบครองแหล่งพลังงานที่ถูกกว่า ประเทศนั้นคือผู้ชนะ
ด้านโครงข่ายการขนส่ง (Logistic) ท่านจะทำอย่างไรที่จะพัฒนาระบบโครงข่ายการขนส่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้าน Logistic สูงถึง 18% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศที่พัฒนาแล้วมากมาย ประเด็นนี้ก็ไปเกี่ยวโยงกับพลังงานในหัวข้อก่อน เพราะเท่ากับว่าเราใช้พลังงานในระบบการขนส่งอย่างไม่มีประสิทธิภาพ อย่าบอกนะครับว่ารถไฟรางคู่ หรือรถไฟฟ้าความเร็วสูง 10 สาย หรือรถไฟฟ้าสารพัดสีใน กทม. คือคำตอบของเรื่องนี้ ใครเคยอ่านเรื่องราวของบริษัท UPS และ Fedex คงพอจะทราบว่า 2 บริษัทนี้ต้องทำอะไรบ้างเพื่อสร้างระบบโครงข่ายการขนส่งพัสดุให้มีประสิทธิภาพ ขนาดเป็นบริษัทยังต้องลงทุนลงแรงทำขนาดนั้น แล้วถ้าเป็นประเทศ ผมเชื่อว่าต้องทำมากกว่าการมีรถไฟรางคู่และรถไฟฟ้าครับ
คงจะไม่กล่าวถึงนโยบายด้านการศึกษาไม่ได้ครับ เรื่องนี้อีกเหมือนกันที่ผมอยากได้ยินมากกว่าการเรียนฟรีจะกี่ปีก็ตาม หรือการแจกโน้ตบุ๊กให้นักเรียน บ้านเรามีเปอร์เซ็นต์ผู้สำเร็จการศึกษาไม่ว่าจะระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย ปริญญาตรี และเปอร์เซ็นต์การอ่านออกเขียนได้ไม่แพ้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเด็นจึงไม่ใช่เรื่องโอกาสทางการศึกษา แต่อยู่ที่ทำอย่างไรเราจะยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยให้ดีขึ้น และสามารถไปแข่งขันในเวทีโลกได้ เพราะนี่คืออนาคตของประเทศในระยะยาว ทำอย่างไรคุณภาพการศึกษาจึงจะไม่กระจุกตัวอยู่แต่เพียงใน กทม. ขนาดใน กทม. ก็ยังกระจุกตัวอยู่แต่เพียงบางโรงเรียนเลย ทำอย่างไรอันดับการศึกษาของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ไม่ตกลงไปเรื่อยจนจะไม่เท่ากับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านซ้ายและขวาของเราอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องการคำตอบ
ด้านสังคม ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรอาศัยอยู่ในชุมชนเมือง (Urbanization Percentage) ต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศที่มี GDP ใกล้เคียงกัน เท่ากับว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงอาศัยอยู่ในชุมชนชนบท คนส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม คนเหล่านี้ใช้ชีวิตแบบ 1 คน 2 ชีวิต คือ เขามีรายจ่ายแบบคนในสังคมเมือง ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ ผ่อนตู้เย็น และอีกสารพัดผ่อน เขาต้องจ่ายเป็นรายเดือน ในขณะที่เขามีรายรับแบบคนในสังคมชนบท นั่นคือตามฤดูกาลเพาะปลูก หากปลูกข้าวก็ 4 เดือนจึงจะมีรายได้เข้ามา 1 ครั้ง จึงหนีไม่พ้นปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่น่าเชื่อนะครับว่าเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 จังหวัด ความท้าทายที่สำคัญคือ จะกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างไร
เขียนมาถึงตรงนี้ พรรคการเมืองทั้งหลายอาจบอกว่า เดี๋ยวพอจัดตั้งรัฐบาลเสร็จก็ต้องแถลงนโยบายต่อสภา ซึ่งจะครอบคลุมสิ่งที่ผมว่ามาทั้งหมดนี้แหละ เผอิญผมเป็นคนใจร้อน ผมอยากได้ยินก่อนที่ผมจะเดินไปกาบัตรเลือกตั้ง พรรคไหนก็แล้วแต่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ได้ถูกใจ ผมเทให้หมดหน้าตักจริงๆ







