
ทางออกวิกฤตหนี้ยุโรป ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ในขณะนี้ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาของวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป โดยเฉพาะของประเทศ Greece
ในขณะนี้ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาของวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป โดยเฉพาะของประเทศ Greece
โดย..โชติชัย สุวรรณาภรณ์
ทั้งนี้ ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะยุโรปได้เริ่มต้นช่วงปลายปี 2552 ใน 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ Greece Ireland และ Portugal เป็นผลมาจากวิกฤตหนี้สาธารณะ (Sovereign Debt Crisis) โดยเฉพาะในกรณีของ Greece และ Portugal อันเกิดจากการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้หนี้สาธารณะสูงเกินกว่าขนาดของจีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเสียอีก ส่งผลทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล (Yield Spread) ของประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ล้นพ้นตัว เพิ่มสูงขึ้นเทียบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีที่ถือเป็นมาตรวัด (Benchmark) ของต้นทุนการกู้เงินสกุลยูโรที่ปลอดความเสี่ยง (Riskfree)
ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อเดือน พ.ค. 2553 ประเทศสมาชิกยูโร และ International Monetary Fund (IMF) ได้ตกลงที่จะตั้งกรอบวงเงินกู้เพื่อช่วยเหลือแก่รัฐบาล Greece จำนวน 110 พันล้านยูโร ภายใต้เงื่อนไขการปฏิรูปนโยบายการคลัง (Austerity Measures)
ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยุโรปได้ตกลงจัดตั้ง European Financial Stability Facility วงเงิน 440 พันล้านยูโร ซึ่งเมื่อรวมกับวงเงินของ IMF อีก 250 พันล้านยูโร และวงเงินจาก European Financial Stabilization Mechanism อีก 60 พันล้านยูโร จะทำให้มาตรการมีวงเงินช่วยเหลือรวมทั้งสิ้น 750 พันล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลของประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงิน หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มประเทศ PIIGS อันประกอบด้วย 5 ประเทศ คือ (1) Portugal (2) Ireland (3) Italy (4) Greece และ (5) Spain
โดยมีเงื่อนไขว่า หากไม่มีธุรกรรมใด กองทุน EFSF จะปิดตัวลงภายใน 3 ปี (30 มิ.ย. 2556) หรือจนกว่าภาระหนี้ต่างๆ จะสิ้นสุดลง ซึ่งในช่วงต่อมากลุ่มสหภาพยุโรปให้ความช่วยเหลือแก่ Ireland วงเงิน 85 พันล้านยูโร ในเดือน พ.ย. 2553 และให้ความช่วยเหลือแก่ Portugal วงเงิน 78 พันล้านยูโร ในเดือน พ.ค. 2554
ล่าสุด สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายฝ่ายคาดว่า ปัญหาวิกฤตหนี้ของยุโรปจะทำให้เศรษฐกิจกลุ่ม Eurozone จะขยายตัวได้เพียง 1.9% ต่อปี ในปี 2554 ทั้งนี้ ทาง Oxford Economics ประเมินว่า หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจกลุ่ม Eurozone อาจทำให้เศรษฐกิจหดตัวได้ที่ 0.3% และ 0.9% ในปี 2554 และ 2555
นักลงทุนยังไม่มั่นใจในแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรป สะท้อนได้จากความผันผวนของตลาดการเงิน เช่น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของ Greece (Athex Comp) ลดลง 12.1% นับจากต้นปี 2554 เทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์โลก (MSCI) ที่เพิ่มขึ้น 0.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร (Bond Yield Spread) ของรัฐบาลยุโรป เช่น อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี ของรัฐบาล Greece เท่ากับ 16.9% เทียบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปี ของรัฐบาล Germany เท่ากับ 2.9%
สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนประเมิน Greece เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการผิดนัดชำระหนี้ และหนี้สาธารณะของรัฐบาล Greece สูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่กำลังประสบปัญหาหนี้ยุโรปในปัจจุบันที่ 150% ของจีดีพี และคาดว่าจะยังสูงขึ้นอีกในอนาคต ส่วนหนึ่งมาจากภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่องบประมาณของ Greece คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตกว่า 20-25% ของงบประมาณ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้น
ไว้ต่อกันฉบับหน้านะครับ เรามาดูทางออกหนี้ของกรีซกันนะครับ







