
ถ้าสนองประชานิยมปั้มเงินจนคลังถังแตก
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 นี้ พรรคการเมืองไหนจะคว้าชัยเข้าโค้งมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ก็ตาม
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 นี้ พรรคการเมืองไหนจะคว้าชัยเข้าโค้งมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ก็ตาม
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ภาระหนักอึ้งที่จะตามมาเป็นเงาตามตัว คือ การหาเงินจำนวนมหาศาลมาทำนโยบายต่างๆ นานา ที่แต่ละพรรคการเมืองได้สัญญาให้ความหวังไว้กับประชาชนเป็นน้ำท่วมทุ่งจำนวนมาก
แน่นอนว่าหน่วยงานหลักที่จะต้องรับหน้าเสื่อเป็นด้านแรกในการจัดหาเม็ดเงินหนีไม่พ้น กระทรวงการคลัง ที่เสมือนเป็นหลงจู๊ หรือผู้กุมเม็ดเงินของประเทศ
ถึงตอนนี้ดูเหมือนว่ากระทรวงการคลังมีการดีดลูกคิดรอต้อนรับรัฐบาลใหม่แล้ว ไม่ว่าใครเข้ามาก็ต้องเข้ามารื้อกรอบงบประมาณปี 2555 ใหม่แน่นอน เพราะประเมินว่า แต่ละพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ จะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากที่ตั้งไว้จำนวนมหาศาล
กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ที่ตั้งไว้เดิมแค่ 2.25 ล้านล้านบาท แยกเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท นั้นคงใช้ไม่ได้แล้ว
เพราะรายได้ที่คาดว่าจะเก็บได้มีเพียงแค่ 1.9 ล้านล้านบาท และงบประมาณส่วนใหญ่ก็เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำไปถึง 70% เป็นงบลงทุนแค่ 20% และเป็นงบชำระหนี้ถึง 10%
วงเงินที่ขีดเว้นไว้ดังกล่าวไม่พอยาไส้รัฐบาลใหม่แน่
ล่าสุด วงในของกระทรวงคลัง คาดว่า รายได้ที่จะเก็บได้จริงในปีงบประมาณ 2555 จะมากกว่า 2.18 ล้านล้านบาท เมื่อคิดจากฐานที่เก็บรายได้ในปัจจุบันของปีงบประมาณ 2554 ว่าจะเกินเป้าไป 15-16% จึงมั่นใจว่างบประมาณปี 2555 จะเก็บรายได้เกินกว่าเป้าไม่น้อยกว่า 15% เช่นเดียวกัน
เมื่อเป็นเช่นนั้น เท่ากับว่ารัฐบาลมีเงินจับจ่ายเพิ่มได้มากขึ้นอีกกว่า 3 แสนล้านบาท หากยึดตามกรอบงบประมาณเดิมที่ทำไว้
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ถือว่ามากในภาวะปกติ
แต่ในภาวะรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ที่ต่างมีนโยบายลดแลกแจกแถมกันสนั่นเมือง ทำให้เงินที่เพิ่มขึ้นแค่ 3 แสนล้านบาท ดูจะเป็นเงินน้อยนิด เมื่อเทียบกับนโยบายที่พรรคการเมืองประกาศว่าจะทำ
ดังนั้น บิ๊กของกระทรวงการคลัง จึงได้เตรียมช่องหน้าต่างผ่านทางการกู้เงินให้รัฐบาลใหม่ ได้ใช้เงินเพิ่มให้ชื่นสะดือจุ่น
เป็นการดีดลูกคิดรางแก้วเพื่อสนองตอบฝ่ายการเมืองชนิดสุดลิ่มทิ่มประตู
โดยนำภาระหนี้สาธารณะของประเทศในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 4.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.03% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มาเป็นฐานการเหยียบบ่าขึ้นไป เพราะหากรัฐบาลต้องการกู้จนเต็มเพดานของกรอบความยั่งยืนทางการคลัง 60% ของจีดีพี ก็เท่ากับว่ารัฐบาลสามารถกู้เงินมาใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 1.8 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีเงินคงคลังให้ใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า 1.5 แสนล้านบาท
หากเหมาเข่ง ทั้งรายได้ที่คาดว่าจะเก็บได้ ยอดเงินที่รัฐจะกู้ได้ และยอดเงินคงคลังที่รัฐบาลใหม่สามารถนำมาเป็นกระสุนได้
เท่ากับว่ารัฐบาลใหม่จะมีเงินใช้ในปีงบประมาณปี 2555 ถึง 4 ล้านล้านบาท
มากกว่ากรอบงบประมาณเดิมที่ทำไว้เกือบ 2 เท่าตัว
การออกมาเปิดเผยตัวเลขการปั๊มเงินของกระทรวงการคลังให้กับพรรคการเมืองต่างๆ เข้ามาใช้จ่ายในการบริหารประเทศ
ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า ผู้บริหารกระทรวงการคลังกำลังสนองนโยบายพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลแบบฮิตาชิ เข้ามาปุ๊บสนองได้ปั๊บ ชนิดว่ามีเงินทุนประเทศก้อนโตที่พร้อมปล่อยให้นักการเมืองใช้เงินกันแบบมือเติบ โดยไม่ระคายผิวประเทศ
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นไปได้ว่า กระทรวงการคลังเปิดหน้า วัดใจฝ่ายการเมือง ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่า เงินของประเทศที่หามากองรวมกันได้ในขณะนี้มีอยู่เพียงแค่ 4 ล้านล้านบาทเท่านั้น ก็ชนเพดานทุกอย่าง
ฝ่ายการเมืองจะใช้จ่ายกันอย่างไรก็เชิญ ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชประจำเพียงแค่สนองนโยบาย
หากใช้จ่ายดีก็จะเป็นประโยชน์กับประเทศและคนส่วนรวม พรรคการเมืองก็ได้รับคะแนนไป
แต่หากใช้จ่ายงบประมาณแล้วพาประเทศล่มจมจนอาจล้มละลาย พรรคการเมืองก็รับความผิดไปเต็มๆ เช่นกัน
นโยบายของพรรคการเมืองที่น่ากลัวและมีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินคลังของประเทศมากที่สุด ก็ต้องยกให้ต้นตำรับขนานแท้ประชานิยม ของพรรคเพื่อไทย (พท.) เพราะนโยบายของ พท. ยาวเป็นหางว่าว ใช้เงินรวมกันไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท
เริ่มตั้งแต่นโยบายของ พท. ที่สำคัญอันดับแรกๆ ที่จะดำเนินการ คือ การรับจำนำข้าวทุกเม็ดซึ่งต้องใช้เงินมากถึง 4.7 แสนล้านบาท เพิ่มเงินเดือนคนจบปริญญาตรี 5.5 แสนล้านบาท ลดภาษีนิติบุคคล 1.5 แสนล้านบาท รวมกันก็เป็นเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการแจกแท็บเล็ตแก่เด็กนักเรียน โครงการแลนด์บริดจ์ เพิ่มกองทุนหมู่บ้าน เครดิตการ์ดเกษตรกร คืนภาษีรถคันแรก พักหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย สร้างชลประทาน 25 ลุ่มแม่น้ำ ต้องใช้เงินรวมกันอีกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท
หาก พท. จะทำโครงการทั้งหมดหมายความว่า ต้องตั้งงบประมาณปี 2555 เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.25 ล้านบาท เป็นกว่า 4 ล้านล้านบาท
เมื่อนำไปเทียบกับเงินที่ประเทศมีอยู่ตามที่กระทรวงจัดทำออกมากางให้เห็น เท่ากับว่า พท. ต้องใช้เงินที่ประเทศมีอยู่ทุกบาททุกสตางค์ ใช้ทำนโยบายต่างๆ ที่หาเสียงกับประชาชนไว้ทั้งหมด ประเทศไทยก็กำลังเดินไปสู่กับดักแห่งวิกฤตและหายนะ เพราะฐานะการเงินการคลังของประเทศสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตอย่างยิ่ง
สำหรับนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของ พท. ก็มีความเสี่ยงกับฐานะการเงินการคลังรองลงมา โดยนโยบายหาเสียงสำคัญของ ปชป. ที่สำคัญ เช่น การปรับประกันรายได้ 8.5 หมื่นล้านบาท การขยายประกันสังคมกลุ่มนอกระบบ 1.5 หมื่นล้านบาท การลดหย่อนภาษีและเพิ่มค่าจ้าง 3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการบ้านมั่นคง ปราบปรามยาเสพติด โครงการก่อตั้งเศรษฐกิจพิเศษ โครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ทุกนโยบายของ ปชป. ใช้เงินมากถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ในกรอบที่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับงบประมาณมากเท่า พท.
ขณะที่นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลง 2% การปลดหนี้กองทุนหมู่บ้าน เชื่อว่ายังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะถึงได้เป็นรัฐบาลก็ต้องเปิดทางให้พรรคใหญ่เดินหน้าก่อน
เมื่อเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นของพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล การเปิดเผยข้อมูลที่มาของรายได้ ก็เป็นการหาแนวร่วมในการช่วยกันตรวจสอบการใช้เงินของว่าที่รัฐบาลใหม่
จะว่าไปแล้วการทำงบประมาณและการใช้เงินกู้ หรือการใช้เงินคงคลัง ก็มีกฎกติกามารยาทอยู่พอสมควร ไม่ได้หมายความว่า ชนะการเลือกตั้งมาแล้วจะใช้เงินตามใจชอบโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมา
เพราะการทำงบประมาณแบบขาดดุลตามหลักของงบประมาณก็สามารถกู้ได้แค่ 20% ของงบประมาณรายจ่าย รวมกับอีก 80% ของต้นเงินชำระเงินกู้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีหลักของสากลว่าไม่ควรขาดดุลงบประมาณเกิน 5% ของจีดีพีกำกับอยู่ หากใครใช้เต็มมือก็สุ่มเสี่ยงในเรื่องการขาดดุลงบประมาณ
ในส่วนของการกู้เงิน นอกจากจะกู้ได้ตามการขาดดุลงบประมาณแล้ว ก็กู้ได้เพื่อการพัฒนาประเทศได้อีก 10% สามารถค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจได้อีก 10%
ขณะที่การใช้เงินคงคลังแม้รัฐบาลทำได้ตามอัธยาศัยก็จริง แต่กฎหมายกำหนดว่า ต้องตั้งงบประมาณในปีถัดไปมาใช้ทันที
ทั้งหมดเป็นกลไกที่กระทรวงการคลังอาจต้องการกำลังจากภาคส่วนอื่นเข้ามาช่วยตรวจสอบต้านทานการใช้จ่ายของรัฐบาลใหม่ ที่มีโครงการประชานิยมต้องเร่งทำสารพัดโครงการ จำนวนเงินเป็นหลายล้านล้านบาท จึงมีการใช้กุศโลบายผ่านการเปิดเผยฐานะเงินของประเทศที่มีอยู่และกำลังจะถูกนักการเมืองนำไปใช้อย่างสุ่มเสี่ยง
เพราะลำพังข้าราชการกระทรวงการคลังเพียงฝ่ายเดียวคงต้านทานฝ่ายการเมืองไม่อยู่แน่
หากไม่มีแนวร่วมเข้ามาต้านทานร่วมกันตรวจสอบ กระทรวงการคลังก็คงต้องก้มหน้าก้มตาปั๊มเงินให้ฝ่ายการเมืองนำไปใช้โปรยนโยบายประชานิยมแจกประชาชนจนถังแตกได้ในไม่ช้า







