
ฉีกหน้ายูเนสโก
นับเป็นความอับอายครั้งใหญ่สำหรับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
นับเป็นความอับอายครั้งใหญ่สำหรับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
เมื่อประเทศไทยได้ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นภาคีสมาชิกไปเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจและท่าทีของยูเนสโกในหลายๆ เรื่องต่อความขัดแย้งในกรณีปราสาทพระวิหารนั้น ได้นำมาซึ่งความรุนแรงและสงคราม มากกว่าที่จะนำมาซึ่งสันติภาพตามคำขวัญขององค์กร
ยูเนสโกได้รับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นของกัมพูชา ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นกรณีข้อพิพาทเรื่องการกำหนดเขตแดน ซึ่งการรับรองของยูเนสโกได้นำไปสู่การปะทะกันตามชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยมาหลายครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตของทั้งทหารและพลเรือนของทั้งสองฝ่าย
แผนการจัดการปราสาทพระวิหารที่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับนั้น ยังสอดไส้ถ้อยคำที่อาจจะนำไปสู่การละเมิดในอธิปไตยทางดินแดนของไทย และเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายกัมพูชาในเวทีศาลโลก โดยได้มีการใช้คำว่า Urgent Repairs (ซ่อมแซมเร่งด่วน) และ Restoration (บูรณะ) แทนที่จะใช้คำว่า Protect (ป้องกัน) และ Conservation (อนุรักษ์)
ทั้งสองคำดังกล่าวสื่อความหมายไปในเชิงว่าปราสาทพระวิหารจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมและบูรณะอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะเปิดทางให้ยูเนสโกเข้าไปดำเนินการซ่อมแซมและบูรณะได้ทันที ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเข้าสู่พื้นที่ทางฝ่ายไทย โดยที่หากฝ่ายไทยยอมรับจะเท่ากับเป็นการยินยอมในการให้ใช้เขตแดนไปโดยปริยาย
การบีบให้ไทยยอมรับแผนการจัดการปราสาทพระวิหารของยูเนสโกดังกล่าว จึงถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ยูเนสโกเปิดช่องให้เกิดการละเมิดอธิปไตยบนดินแดนของไทย โดยที่หากไทยยอมรับจะยิ่งเปิดโอกาสให้กัมพูชาสามารถอ้างต่อศาลโลกได้ว่าไทยได้ยินยอม และยอมรับให้ใช้ดินแดนของไทยในการจัดการปราสาทพระวิหารได้
ดังนั้น การถอนตัวจากการเป็นสมาชิกภาคีของยูเนสโกของประเทศไทย จึงถือเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดเพื่อปกป้องรักษาดินแดนและอธิปไตยของชาติไทยเอาไว้
ในขณะเดียวกันยังเป็นการตอกย้ำให้ประชาคมโลกได้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ความอยุติธรรมในกระบวนการจัดการกรณีปราสาทพระวิหาร ที่ไม่เคารพในดินแดนและอธิปไตยของประเทศสมาชิกภาคี ละเลยวัตถุประสงค์หลักของตัวองค์กรเอง ที่จะมุ่งมั่นสร้างสันติภาพ แต่กลับเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดสงครามระหว่างไทยและกัมพูชามากขึ้น อีกทั้งยังปล่อยปละละเลยให้เกิดการล็อบบี้กันอย่างกว้างขวางในกลุ่มประเทศสมาชิก เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของบางชาติ มากกว่าประโยชน์แห่งมนุษยชาติโดยรวมด้วย







