
รีดภาษีสิ่งแวดล้อม มาตรการดี...แต่มีพิษ
แม้จะอยู่ในช่วงสุญญากาศทางการเมือง แต่กรมสรรพสามิตก็ยังเดินหน้ายกเครื่องภาษีชุดใหญ่
แม้จะอยู่ในช่วงสุญญากาศทางการเมือง แต่กรมสรรพสามิตก็ยังเดินหน้ายกเครื่องภาษีชุดใหญ่
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้จะอยู่ในช่วงสุญญากาศทางการเมือง แต่กรมสรรพสามิตก็ยังเดินหน้ายกเครื่องภาษีชุดใหญ่ เตรียมไว้เสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาตัดสินใจ
เป้าหมายคือเสนอให้จัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมในสินค้าที่ก่อให้เกิดมลพิษไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในหลายรายการ
ส่วนหนึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของโลกในการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม
อีกส่วนหนึ่งเป็นการหาเงินเข้าประเทศเพื่อให้รัฐบาลใหม่ที่มีนโยบายต่างๆ นานา ที่ได้ไปสัญญาประชาคมกับประชาชนทั้งประเทศไว้ก่อนเลือกตั้ง
ไม่ว่าใครมาจะได้มีเงินไปจับจ่ายใช้สอยในโครงการต่างๆ โดยที่ไม่กระทบฐานะการคลังของประเทศ จนชักหน้าไม่ถึงหลัง
โรดแมปการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม มีทั้งระยะสั้นที่รัฐบาลมีมติปุ๊บสรรพสามิตก็จัดเก็บรายได้ในทันที
กับแผนระยะกลางที่ต้องเก็บกวาดแก้กฎหมายเพื่อเปิดช่องให้กรมสรรพสามิตเข้าไปเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมกับผู้ประกอบการโดยตรง
ในแผนระยะสั้นมีการเสนอให้เก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจาก รถยนต์ น้ำมัน เครื่องปรับอากาศ และแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นสินค้าที่กรมสรรพสามิตเก็บภาษีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมกับสินค้าใหม่ ภาษีน้ำมันหล่อลื่น ภาษียาฆ่าแมลง ภาษียางรถยนต์ ภาษีบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นสินค้าที่กรมสรรพสามิตยังไม่เคยเก็บมาก่อน
แผนระยะกลางจะเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.สรรพสามิต และ พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 เพื่อให้มีอำนาจเข้าไปเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษโดยตรง รวมถึงให้มีอำนาจลดภาษีสรรพสามิตสำหรับผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าชนิดที่ไม่เป็นมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ถ้าพิเคราะห์ในการเสนอเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม จะพบว่า กรมสรรพสามิตให้น้ำหนักกับภาษีหลักใน 2 รายการใหญ่ นั่นคือ ภาษีน้ำมันกับภาษีรถยนต์
เพราะสินค้าใน 2 รายการดังว่า จะทำให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีได้เพิ่มจากปัจจุบันอย่างเป็นกอบเป็นกำ
ปัจจุบันสรรพสามิตเก็บภาษีรถยนต์ได้แค่ปีละ 8 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ภาษีน้ำมันจัดเก็บได้ปีละ 1.6 แสนล้านบาท
หากรัฐบาลใหม่เปิดทางให้มีการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมเมื่อใด ยอดการเก็บภาษีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
หลายคนคงสงสัยว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าใดเชียว ทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ผลักดันการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมประมาณการว่า จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มอีกปีละ 3 หมื่นล้านบาท
เงินจำนวนนี้จะเข้ามาชดเชยเงินที่ต้องใช้ในนโยบายลดแลกแจกแถมได้ในระดับหนึ่งทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การผลักดันเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยแน่นอน
เพราะย่อมได้รับการต่อต้านจากผู้ประกอบการ รวมถึงผู้บริโภค ที่หลีกเลี่ยงการบริโภคสินค้าต่างๆ ในราคาที่แพงขึ้นไม่ได้
หากลองไล่เรียงสินค้าทีละรายการ ตั้งแต่การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากรถยนต์ ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างภาษีไปเรียบร้อย โดยรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร ต้องเสียสรรพสามิตเพิ่มอีก 5%
ปรากฏว่า ได้รับการต่อต้านจากผู้ประกอบการอย่างหนัก เพราะสะเทือนต่อต้นทุนผู้ประกอบการให้สูงขึ้น และจะทำให้รถยนต์ต้องขายแพงขึ้นถึงคันละ 1-2 หมื่นบาท กระทบกับยอดขายให้ลดลง ผสมกับภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีปัญหาจากภัยธรรมชาติจากญี่ปุ่น ทำให้ผู้ประกอบการต้องการฟื้นฟูอุตสาหกรรมเป็นการด่วน ไม่อยากให้มีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบต้นทุนอีก
ที่ผ่านมาผู้ประกอบการรถยนต์แทบทุกค่าย มีการวิ่งเต้นกันอย่างหนัก จนทำให้แผนการปรับโครงสร้างภาษีมีผลเห็นชอบในหลักการเท่านั้น ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง
ดังนั้น รัฐบาลที่มาใหม่ต้องคิดหนักว่าจะกล้าเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ เพราะหากไฟเขียว ย่อมส่งผลกระทบทางการเมืองทั้งจากผู้ประกอบการ และผู้ซื้อรถยนต์ด้วย
ขณะที่การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากน้ำมัน ซึ่งมีแนวโน้มว่าการเก็บภาษีน้ำมันดีเซลจะต้องเก็บแพงขึ้น แม้ว่าขณะนี้จะลดภาษีน้ำมันดีเซลจาก 3.5 บาทต่อลิตร ไปอยู่ที่ 0.005 บาทต่อลิตร ไปถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ก็ตาม
เชื่อได้ว่าหลังหมดเวลาลงไปกรมสรรพสามิตจะมีการเสนอเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลขึ้นมามากกว่า 5.3 บาทต่อลิตรแน่ โดยจะบวกเพิ่มภาษีสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย
เพราะตามกฎหมายนั้นเปิดช่องให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้สูงถึง 10 บาทต่อลิตร
ถ้าขึ้นภาษีระดับนี้ถือว่าเป็นงานช้างของรัฐบาลใหม่ที่จะได้รับการขว้างปาของขวัญจากประชาชน
อย่างที่รู้กันว่าราคาน้ำมันที่ขายในประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบกับต้นทุนการขนส่งต่างๆ ทั้งการเดินทางและการขนส่งสินค้า มีการคาดการณ์กันว่าถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ราคาน้ำมันก็ยังไม่ลดลง ลำพังการปรับภาษีน้ำมันดีเซลขึ้นไปเท่าเดิม ก็ทำให้ราคาน้ำมันวิ่งพรวดแตะ 35 บาทต่อลิตรแล้ว
หากต้องมาบวกภาษีสิ่งแวดล้อมเข้าไปอีก ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวขึ้นไปแตะ 40 บาทต่อลิตร ราคาแบบนี้เป็นเรื่องแน่ ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่กล้าทำอย่างแน่นอน
เพราะทำให้เศรษฐกิจช็อกพังพาบลงไปได้ในเวลาไม่กี่เดือน
ฟันธงลงไปได้เลยว่า การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมน้ำมันต้องแท้งตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะมาไม่ถูกเวลา
ส่วนการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากแบตเตอรี่ ที่จะอิงตามการขึ้นลงของโลหะที่ใช้ ซึ่งส่งผลให้กับผู้ประกอบการรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีการยกเว้นไปแล้ว การที่รัฐบาลใหม่จะไฟเขียวให้มาเก็บภาษี ทำให้ผู้ประกอบการสับสนนโยบายภาษีที่กลับไปกลับมาได้
เช่นเดียวกับการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากเครื่องปรับอากาศ จากที่เคยเว้นการเก็บภาษีในช่วงที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นการดำรงชีวิต ทำให้ผู้บริโภคได้ซื้อในราคาถูกลง
แต่มาวันนี้จะมาเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ เพราะบอกว่าเป็นสินค้าที่ใช้ไฟฟ้ามากทำลายสิ่งแวดล้อม จะทำให้ได้รับการต่อต้านจากผู้ประกอบการและผู้ใช้เครื่องปรับอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากสินค้าใหม่ น้ำมันหล่อลื่น ภาษียาฆ่าแมลง ภาษียางรถยนต์ ภาษีบรรจุภัณฑ์ ก็ถือว่าอ่อนไหวอย่างมาก เพราะการเก็บภาษีเหล่านี้กระทบกับคนในวงกว้างอย่างมาก
ปัจจุบันต้องยอมรับว่าสินค้าแทบทุกประเภท มีบรรจุภัณฑ์ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย ดังนั้น การเก็บภาษีเพิ่มจะส่งผลกระทบกับสินค้าจำนวนมหาศาล ทำให้ประชาชนไม่ว่ารวยหรือจนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าสินค้าเพิ่มกันทั่วหน้า
คนที่มีรายได้น้อยย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าผู้มีรายได้มาก ยิ่งที่เป็นช่วงเศรษฐกิจไม่ดี การกระจายรายได้อย่างไม่ทั่วถึง รายได้ปรับขึ้นได้ไม่มาก ทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักว่า การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจะเป็นการซ้ำเติมรากหญ้าให้ลืมตาอ้าปากไม่ขึ้นใช่หรือไม่
ขณะที่แผนการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมระยะกลางที่จะเข้าไปเก็บภาษีกับผู้ปล่อยมลพิษโดยตรง ก็คือโรงงานผลิตสินค้าต่างๆ ถือว่าอยู่ในข่ายทั้งหมด ตั้งแต่ผลิตไม่จิ้มฟันยันเรือรบ เพราะล้วนแต่ปล่อยมลพิษทั้งทางอากาศ น้ำ ขยะทั้งนั้น
เห็นทีงานนี้ต้องสู้รบปรบมือกันอีกนาน แม้ว่าเป็นเรื่องดีที่ควรทำ แต่ย่อมได้รับการต่อต้านจากนายทุนอย่างหนักแน่
แค่ภาพที่ฉายมาเบื้องต้นแค่นี้ก็พอเห็นภาพว่าการแก้กฎหมายของกรมสรรพสามิตมีแนวโน้มจะถูกสกัดจากนักการเมืองให้ไปไม่ถึงไหน
การเดินหน้าเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเรื่องที่ยังต้องปลุกปล้ำกันอีกยาว
มาตรการภาษีแบบนี้แม้รัฐบาลทำแล้วจะได้กล่อง ได้เงิน แต่หากเสียคะแนนทางการเมืองทั้งจากนายทุนจนถึงกลุ่มรากหญ้า
ไม่ต้องบอกก็พอรู้ว่านักการเมืองมักให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร!!







