
เมื่อกรีซมาถึงทางตัน เปลี่ยนนายกฯใหม่ก็ไร้ทางแก้
วันที่ 3 ก.ค. คือวันชี้ชะตาการเมืองไทย แต่ในวันเดียวกันนั้น คือเส้นตายสำหรับรัฐบาล นักการเมือง และสาธารณชนชาวกรีซ
วันที่ 3 ก.ค. คือวันชี้ชะตาการเมืองไทย แต่ในวันเดียวกันนั้น คือเส้นตายสำหรับรัฐบาล นักการเมือง และสาธารณชนชาวกรีซ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
วันที่ 3 ก.ค. คือวันชี้ชะตาการเมืองไทย แต่ในวันเดียวกันนั้น คือเส้นตายสำหรับรัฐบาล นักการเมือง และสาธารณชนชาวกรีซ ที่จะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เพื่อเดินหน้าขอรับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในขั้นตอนต่อไป หลังจากที่ถูกดึงเรื่องให้ล่าช้ามานาน จนกรีซหมิ่นเหม่ที่จะเสียความสามารถในการชำระหนี้
แม้จะมีเวลาอีกถึง 12 วัน แต่ในช่วงเวลานี้ กรีซจะต้องผ่านวิบากกรรมอีกมากมาย กว่าจะสร้างเอกภาพให้บังเกิดขึ้นในชาติได้ ซึ่งความเป็นเอกภาพ คือสิ่งที่ยุโรปปรารถนาจะเห็นมากที่สุด หลังจากที่รัฐบาลต้องรบรากับรัฐสภา และรัฐสภากับรัฐบาลต้องต่อกรกับประชาชน จนวุ่นวายไปทั้งประเทศ เพราะต่างไม่ยอมรับมาตรการแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะ
ล่าสุด นายกรัฐมนตรี จอร์เก ปาปันดรู ต้องเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากรัฐสภา ที่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจผู้นำประเทศ ทั้งๆ ที่ทุกฝ่ายต้องประหยัดเวลาเพื่อเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือประเทศในลำดับต่อไป
หากนายกฯ กรีซ ไม่รอดมติไม่ไว้วางใจ ตำแหน่งผู้นำประเทศอาจตกเป็นของ อันโตนิส ซามารัส ผู้นำพรรค New Democracy พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุด ทว่า การเปลี่ยนรัฐบาลยิ่งจะเสียเวลา และทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น เพราะพรรคนี้มีนโยบายหลักอยู่ที่การเจรจากับ EU และ IMF เพื่อลดเงื่อนไขที่มาพร้อมกับเงินช่วยเหลือ ซึ่งอาจถูกใจประชาชน แต่อาจเป็นหายนะทางการเงิน
หากนายกฯ กรีซรอดพ้นมติไม่ไว้วางใจ ก็จะเสียเวลาอยู่ดี เพราะประชาชนส่วนใหญ่จะเดินขบวนประท้วงแบบรายวัน จนประเทศเป็นอัมพฤกษ์ เพราะสาธารณูปโภคที่สำคัญของประเทศกลายเป็นตัวประกันของสหภาพแรงงาน ที่ไม่พอใจมาตรการลดเงินเดือนและสวัสดิการ เพื่อออมเงินในคลังสำหรับชำระหนี้สิน
ล่าสุด พนักงานบริษัท DEH ซึ่งดูแลโรงไฟฟ้าพลังความร้อน 9 แห่งทั่วประเทศ ประกาศหยุดการเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เพื่อแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลยอมรับเงื่อนไขให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อกู้วิกฤตหนี้ เพราะหนึ่งในเงื่อนไขคือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่สำคัญของรัฐ รวมถึงรัฐวิสาหกิจพลังงานไฟฟ้า ภายในปี 2015
นับตั้งแต่รัฐบาลกรีซรับความช่วยเหลือจาก EU และ IMF เมื่อเดือน พ.ค. เกิดการหยุดงานประท้วงและเดินขบวนประท้วงแล้วหลายสิบครั้ง มีผู้เข้าร่วมรวมกันแล้วกว่าล้านคน และแต่ละครั้งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กรีซกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งทางการเงินการคลัง การเมือง และด้านสังคม
ในด้านการเงินการคลัง สถานะของหนี้สาธารณะของกรีซไม่ได้ดีนับตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว แต่กลับย่ำแย่ลง จากตัวเลขประเมินที่ 142.8% ของสัดส่วน GDP ในอีกไม่นานคาดว่าจะสูงถึง 175%
ในด้านสังคม เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ไม่เฉพาะแต่กลุ่มที่นัดหยุดงานชุมนุมประท้วงรัฐบาลเท่านั้น ยังมีกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจกับการนัดหยุดงานจนทำให้สาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อชีวิตขาดแคลน
ปัญหาทั้งสองด้านนำไปสู่วิกฤตการเมือง จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วรัฐบาล จอร์เก ปาปันดรู พยายามเลี่ยงกระแสกดดันจากทุกทาง ด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ แต่ในเวลาเดียวกันรัฐมนตรีคนสำคัญพากันชิงลาออก ตัดช่องน้อยแต่พอตัว
สัปดาห์นี้ รัฐบาล จอร์เก ปาปันดรู ต้องเผชิญกับการทดสอบจากรัฐสภาอีกครั้ง ซึ่งตัวผู้นำกรีซอาจมั่นใจว่า ตนมีเจตนาดีต่อประเทศ จึงรับเงื่อนไขจาก EU และ IMF แม้ว่าอาจทำให้ประเทศต้องสูญเสียอธิปไตยทางการเงินบางส่วนจากการปรับโครงสร้างหรือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่ยังดีกว่าปล่อยให้ประเทศต้องตกอยู่ในสภาพล้มละลายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม เจตนากับรูปธรรมมักขัดแย้งกันเอง เช่นเดียวกับกรณีของรัฐบาลกรีซชุดนี้ ที่ตัดสินใจปรับรัฐมนตรีคลังคนเดิมออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 17 ก.ค. เพื่อเบี่ยงกระแสความไม่พอใจจากสาธารณชน
แต่การปรับรัฐมนตรีคลังครั้งนี้ออกแนวทะแม่งและผิดที่ผิดทาง เพราะคนที่ถูกปรับออกคือ จอร์กอส คอนสตันตินู ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อย่างหาตัวจับได้ยาก แต่ต้องมารับเคราะห์เพราะฐานะทางการคลังของกรีซนั้นยากจะเยียวยาด้วยตัวรัฐมนตรีคลังรายนี้เพียงลำพัง
ปรากฏว่า คนที่ก้าวขึ้นมารับภาระทางการคลังอันหนักหน่วงกลับเป็น เอวันเกลอส เวนิเซลอส เดิมนั่งกระทรวงกลาโหม และอีกหลายกระทรวงที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจและการเงินแม้แต่น้อย อีกทั้งเจ้าตัวยังเชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์เสียมากกว่า แต่มีดีกรีเป็นถึงผู้ที่เคยชิงตำแหน่งผู้นำพรรครัฐบาล นับเป็นคู่แข่งทางการเมืองของนายกฯ คนปัจจุบัน
ขณะนี้ยังเป็นปริศนาดำมืดว่า เหตุใดนายกฯ กรีซจึงเลือกนักการเมืองที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการคลัง มาแก้ปัญหาการคลังที่เข้าขั้นล้มเหลวอย่างหนัก?
มี 2 ประเด็นที่พอจะคาดเดาได้
ประการแรก เจ้าตัวอาจไม่คิดว่าตนจะรอดพ้นจากญัตติไม่ไว้วางใจ จึงปรับรัฐมนตรีคลังพอเป็นพิธี ให้ต้านทานกระแสสังคมได้ระยะหนึ่ง หรืออาจมองได้ว่า เป็นการปรับอดีตคู่แข่งทางการเมืองเพื่อเป็นแพะรับบาปโดยเฉพาะ
ประการที่สอง หากรอดจากญัตติไม่ไว้วางใจ แล้วสามารถเดินหน้าแผนกู้วิกฤตต่อไป รับมนตรีคลังจะมีบทบาทลดลง เพราะต้องรับเงื่อนไขจาก EU และ IMF มากขึ้นจนแทบไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง เพราะนับจากนี้ กรีซจะยิ่งเข้าใกล้แผนการปรับโครงสร้างนี้มากขึ้นทุกขณะ
โอกาสที่กรีซจะต้องปรับโครงสร้าง เพราะหนี้เสียยิ่งสูงขึ้นเมื่อ Standard & Poor ย้ำว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ประเทศที่มีระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินอยู่ที่ CCC มีโอกาสสูงมากที่จะต้องปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเยียวยาตนเอง และป้องกันความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับนักลงทุน
แม้แต่ Fitch Ratings ยังแย้มท่าทีในลักษณะเดียวกัน เพื่อปกป้องนักลงทุนจากหนี้เสีย
แต่ด้วยประเด็นปรับโครงสร้างนี่เอง ที่จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่นายกฯ กรีซยากจะเอาตัวรอดจากญัตติไม่ไว้วางใจ แม้จะฟอร์มรัฐบาลและได้นายกฯ จากพรรคใหม่ โอกาสที่จะพ้นจากหนี้เสียมีอยู่น้อยเต็มที
มีแต่เสียทั้งขึ้น ทั้งล่อง







