posttoday
รัฐบาลใหม่ รื้อแน่งบประมาณปี 2555

รัฐบาลใหม่ รื้อแน่งบประมาณปี 2555

22 มิถุนายน 2554

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลชุดใหม่

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลชุดใหม่

โดย...ทีมข่าวการเงิน

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ต่างก็มีโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ต้องเดินหน้าเป็นการด่วน อันดับแรกหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การทำงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ออกมาใช้ให้เร็วที่สุด

ตามปฏิทินงบประมาณปี 2555 ควรถูกบรรจุให้สภาพิจารณาแล้ว เพื่อออกมาใช้ให้ทันวันที่ 1 ต.ค. 2554 แต่เนื่องจากมีการยุบสภาเสียก่อน ทำให้กรอบงบประมาณปี 2555 วงเงิน 2.25 ล้านล้านบาท ที่เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3.5 แสนล้านบาท ค้างอยู่แค่ชั้นการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้น

เมื่อไปเทียบกับปฏิทินทางการเมือง ที่จะมีการเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ เสนอนโยบายกับสภาทำงานได้อย่างเร็วที่สุดก็เดือน ส.ค.

นั้นหมายความว่า รัฐบาลใหม่มีเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนในการทำงบประมาณปี 2555 ออกมาใช้ให้ทัน หรืออย่างน้อยให้ช้ากว่ากำหนดให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศมากมายอยู่แล้ว

นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนมาเป็นรัฐบาล ไม่สามารถทำงบประมาณปี 2555 ได้ทันเดือน ต.ค. 2554 อย่างแน่นอน เพราะต้องเริ่มกระบวนการงบประมาณใหม่หมด ตั้งแต่เข้า ครม. เข้าสภา ตั้งกรรมาธิการมาพิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลามาก กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลใหม่จะไม่มีงบลงทุนใหม่เพิ่มเติม

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการ สศค. ยังมองว่า การทำงบประมาณมีความยากมากขึ้น จากนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ที่มีแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ที่ต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็จะมีการลดภาษีอีกหลายรายการที่จะสูญเสียรายได้ไปมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่สวนทางกัน ทำให้การทำงบประมาณมีปัญหาได้ เพราะการขาดดุลทำได้จำกัดและยังมีเป้าการทำงบสมดุลให้ได้ภายใน 5 ปี

รัฐบาลใหม่ รื้อแน่งบประมาณปี 2555

ถือว่าเป็นกระจกเงาจากภาครัฐที่ดูภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เห็นภาพได้ว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนเข้ามาเป็นรัฐบาล จะต้องทำการรื้องบประมาณใหม่กันหมด

เหตุผล ก็คือ ต้องทำงบเทเงินลงไปโปะโครงการประชานิยม ที่แต่ละพรรคเกทับกันแหลกอย่างหน้ามืดตามัว เพื่อให้ได้มาเป็นรัฐบาลก่อนเท่านั้น

มีการประเมินกันว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มาเป็นรัฐบาล ก็ต้องรื้อทำงบประมาณใหม่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะเป็นคนทำกรอบงบประมาณนี้ด้วยตัวเองก็ตาม

เพราะนโยบายหาเสียงของ ปชป.ที่ต้องใช้เงินงบประมาณปี 2555 ก็ไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการประกันรายได้เกษตรกร การขยายประกันสังคมสู่กลุ่มนอกระบบ และการขยายเงินกู้เรียน ก็รวมกันเป็นเงิน 1.15 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการย่อยบ้านมั่นคง การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาการท่องเที่ยว การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เป็นเงินอีก 5 หมื่นล้านบาท รวมทั้งหมดต้องใช้เงินถึง 1.7 แสนล้านบาท

แม้ว่า กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และรองหัวหน้า ปชป. จะออกมายืนยันว่า เงินที่ใช้ในการดำเนินการโครงการต่างๆ ได้ใส่ใว้ในกรอบงบประมาณปี 2555 หมดแล้ว แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ายังมีโครงการประชานิยมของพรรคร่วมรัฐบาลอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้นำเข้ามารวม

อย่างกรณี หากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มาเป็นรัฐบาลร่วม ซึ่งมีนโยบายหาเสียงประกาศไว้ จะลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 5% ซึ่งทำให้การเก็บภาษีของรัฐบาลหายไป 1.6 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังมีนโยบายปลดหนี้กองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ ต้องใช้เงินอีก 7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ตำคอรัฐบาลใหม่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ว่าจะหาเงินจากงบประมาณส่วนไหนมาใช้จ่ายในนโยบายของพรรคร่วม

ส่วนในกรณีที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ขึ้นมาเป็นรัฐบาล งบประมาณปี 2555 ต้องรื้อกันขนานใหญ่ ชนิดขุดรากถอนโคนเลยทีเดียว

พท.ถือเป็นพรรคที่โปรยโครงการประชานิยมหาเสียงมากที่สุดสมกับที่เป็นต้นตำรับ เริ่มแตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด เพิ่มเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% แจกแท็บเล็ตให้เด็กทั่วประเทศ ทำเขื่อนกั้นทะเล กองทุนตั้งตัวได้ ต้องใช้เงินรวมกันถึง 2 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายหาเสียง ทำบัตรเครดิตเกษตรกร เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน คืนภาษีรถคันแรก พักหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย สร้างรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งก์จากกรุงเทพฯ ไปพัทยา และรถไฟฟ้าตลอดสาย 20 บาท ซึ่งรวมโครงการเหล่านี้ต้องใช้เงินอีกหลายแสนล้านบาท

จะเห็นว่า นโยบายหาเสียงของ พท.มากกว่างบประมาณรายจ่ายปี 2555 ทั้งปีเสียอีก หากต้องใช้เงินงบประมาณไปโปะโครงการประชานิยมของ พท.ทั้งหมด ต้องตั้งงบประมาณใหม่เป็นกว่า 4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากกรอบเดิม ขณะที่รายได้ที่คาดจะเก็บได้อยู่ที่แค่ 1.9 ล้านล้านบาท

นั้นหมายความ พท.ต้องกู้เงินมาโปะทำงบประมาณปี 2555 กว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะกฎหมายงบประมาณให้กู้ได้แค่ 20% ของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้เท่านั้น

จะเห็นว่า โครงการประชานิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้งบประมาณปี 2555 ปั่นป่วนอย่างหนัก ถึงขั้นโคม่าหัวใจหยุดเต้นตายในห้องไอซียู เพราะไม่สามารถปั๊มเงินมาโปะโครงการประชานิยมของพรรคการเมืองไม่ไหว

อีกปัญหาหนึ่งของงบประมาณปี 2555 คือทุกพรรคการเมืองคิดที่จะ ลด แลก แจก แถมอย่างเดียว โดยที่ไม่มีพรรคการเมืองไหนคิดหารายได้เพิ่ม หรือมีนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ไม่ว่าจะมาจากการเก็บภาษี หรือการพัฒนาทรัพย์สินหลักทรัพย์ของประเทศที่มีอยู่ให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น

ตัวอย่างง่ายๆ กรณีของกรมสรรพากร ปัจจุบันพบว่ามีบริษัทกว่า 1 แสนราย ที่ตบแต่งบัญชีเพื่อไม่ต้องเสียภาษี หรือเสียภาษีให้น้อยลง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจที่รัฐบาลปล่อยให้มีการรั้วไหลไม่แก้ไข และยังมีนโยบายมาลดภาษีให้เป็นโบนัสคนที่ทำไม่ถูกเข้าไปอีก

หรือกรณีการเก็บภาษีของกรมสรรพสามิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ สุรา ยาสูบ ก็ยังได้ต่ำกว่าที่ควรเป็น เพราะผู้ประกอบการแจ้งราคาหน้าโรงงานต่ำ ก็ไม่ได้รับการแก้ไขไม่ว่ารัฐบาลไหน ส่วนหนึ่งเพราะพ่อค้ามีความใกล้ชิดกับนักการเมืองและข้าราชการ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้นโยบายหาเสียงมีแต่แจก แต่ไม่กล้าเก็บเพิ่ม ทำให้งบประมาณปี 2555 กลายเป็นเรื่องเอียงไปข้างเดียว น้ำเข้าท่วมเรือล่มในที่สุด

พิษของโครงการประชานิยมไม่ได้ส่งผลร้ายกับการทำงบประมาณปี 2555 อย่างเดียวเท่านั้น มีการประเมินกันว่าหลายโครงการจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาลในอนาคต

เช่น โครงการจำนำข้าวของ พท. ที่คาดว่าต้องใช้เงินถึง 5 แสนล้านบาท เพื่อจำนำข้าวในราคา 1.5-2 หมื่นบาทต่อตัน สูงกว่าราคาตลาดถึง 2 เท่า ทำให้ทันทีที่รับจำนำเสร็จรัฐบาลขาดทุนทันทีไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท ยังไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากการรั่วไหลทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง พ่อค้าโรงสีอีกจำนวนมาก

สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ ที่สำรวจความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศ ผลออกมาระบุว่า นโยบายที่แย่ที่สุด คือ การรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่แย่ที่สุด

ถือเป็นการตอกย้ำว่า นโยบายโครงการประชานิยมที่ให้กันแบบเลยเถิดไร้จิตสำนึกที่เห็นตำตาทุกวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับปีศาจร้ายดูดเลือดสร้างความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและสังคมไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว จนยากที่จะหาทางแก้ไขให้กลับเข้ามาอยู่ในร่องในรอยที่ควรเป็นได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท