
"โหวตโน"อาจไม่สมใจ"พันธมิตรฯ"
คำตอบจากคณะกรรมการเลือกตั้ง "มาตรา88 - 89"ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ตามใจพันธมิตรฯคิดไว้
คำตอบจากคณะกรรมการเลือกตั้ง "มาตรา88 - 89"ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ตามใจพันธมิตรฯคิดไว้
ประเด็น “โหวตโน” ถือเป็นการใช้สิทธิที่ประชาชนพึงมีในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีแม้ “ผู้สมัคร” หรือ “พรรคการเมือง”ใดตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ และล้วนเป็น เสือ สิงห์ กระทิงแรด จนเกิดเสียงสะท้อนจากประชาชน ที่เปรียบเทียบการเมืองไทย ว่า “การเมืองน้ำเน่า” จึงเป็นเหตุผลที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รณรงค์ให้ทั่วประเทศไปสิทธิเลือกตั้ง โดยกากบาท X ในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน
แม้จุดประสงค์ของ พันธมิตรฯ จะมองว่าไม่มีผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใดเหมาะสมที่จะได้เข้าไปนั่งในสภา จึงได้หยิบยก บทบัญญัติของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 มาตรา 88 และมาตรา 89 ที่พันธมิตรฯอ้างว่ามีความเกี่ยวพันธ์กัน 2 มาตรา ซึ่งบัญญัติไว้ ดังนี้
มาตรา 88 บัญญัติว่า ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงคนเดียว ผู้สมัครจะได้รับเลือกตั้งก็ต่อเมื่อได้รับคะแนนเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น และมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนนเลือกตั้ง ในกรณีที่ผู้สมัครได้รับคะแนนเลือกตั้งน้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น หรือไม่มากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้มีการประกาศรับสมัครเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นอีกครั้ง
ทั้งนี้ การจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง ถ้าผู้สมัครมีคนเดียวและได้คะแนนเลือกตั้งน้อยกว่า 20% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นอีก หรือได้ไม่มากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งเช่นเดิม
ส่วนมาตรา 89 บังคับใช้ภายใต้มาตรา 88 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในการเลือกตั้งสส. แบบแบ่งเขต ให้ผู้สมัครซึ่งได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง แต่ในเขตเลือกตั้งที่มีการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตได้มากกว่า 1 คน ซึ่งในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเลือกตั้งมากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้ใช้วิธีการจับสลากซึ่งต้องกระทำต่อหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตามวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
ดังนั้น จึงเกิดข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า ถ้าผลของโหวตโนมีจำนวนมากทุกครั้ง จะทำให้ กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ซ้ำซาก จนบานปลายไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ตามกำหนดหรือไม่
สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. อธิบายว่า ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่การเลือกตั้งเป็นการทั่วไป ปี 2554 นี้ จะเข้าข่ายมาตรา 88 เนื่องจากมาตราดังกล่าว จะมีผลก็ต่อเมื่อการแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผู้สมัครเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ขณะนี้พรรคการเมืองแต่ละพรรคได้ส่งชื่อผู้สมัคร สส. ลงแข่งขันในแต่ละเขตจำนวนมากกว่า 1 คนอยู่แล้ว ซึ่งยืนยันได้เลยว่าการเลือกตั้งปี 54 นี้จะไม่มีกรณีที่จะเข้าข่ายมาตรา 88 ได้เลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้ใช้สิทธิโหวตโน จำนวนมากถึง70% แต่ในส่วนของคะแนนที่ผู้ใช้สิทธิเลือกผู้สมัคร สส. มีเพียง 50% ก็ตาม ผู้สมัครสส.รายนั้นก็จะได้เสียงข้างมาก ในเสียงข้างน้อยที่เลือก ก็ถือเป็นความชอบธรรมได้เช่นกัน
“การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนการเลือกตั้งในสมัครยุคสมัยพรรคไทยรักไทยที่มีผู้สมัครเพียงพรรคการเมืองเดียว เพราะครั้งนี้ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่มีทางที่จะไม่มีใครไม่ได้อะไร ซึ่งกรณีเดียวที่จะทำให้สภาไม่สามารถเปิดประชุมได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำให้กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ซ้ำซาก แต่อยู่ที่จำนวนของใบแดงเท่านั้น หากมีใบแดงจำนวนมากก็จะมี สส. ไม่พอที่จะเปิดประชุมสภาได้” เลขาธิการ กกต. กล่าว
คำยืนยันอีกทางหนึ่งของนักวิชาการด้านสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เจษฎ์ โทณะวณิก อธิบายว่า ในมาตรา 89 ไม่ได้ถูกตีความว่าผู้สมัคร สส.จะต้องชนะคะแนนโหวตโนอย่างเดียว หากในเขตเลือกตั้งนั้นมีจำนวนผู้สมัครมากกว่า 1 คน แม้จะได้เพียง 5% ก็ต้องได้มาเป็น สส. แต่ในมาตรา 88 ระบุไว้ชัดเจน ว่าหากผู้สมัคร สส. ไม่สามารถมีคะแนนจำนวนมากกว่า 20% หรือมากกว่าคะแนนโหวตโน ทางกกต.ก็จะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ที่การที่พันธมิตรฯสนับสนุนให้โหวตโนเป็นเพื่อไม่ให้สามารถเปิดประชุมสภาได้ ดังนั้นจุดมุ่งหมายคือ ก่อกวน ซึ่งไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ เป็นเพียงการกระทำที่รู้อยู่แล้วว่าต้องการตัดคะแนนออกจากพรรคการเมืองใหญ่
ส่วนความต้องการให้มีนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 นั้น ขอถามว่า พันธมิตรก็ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาแล้ว ก็ลงมาแข่งขันให้สมน้ำสมเนื้อ รวมถึงการเมืองนอกสภาก็ได้เล่นแล้ว
คำถามว่าทำไมพันธมิตรฯ ถึงต้องให้ไปใช้สิทธิโหวตโน เนื่องจากการหากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่แจ้งเหตุ จะเสียสิทธิ 3 ประการ คือ 1. เสียสิทธิการยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.และสว. 2. เสียสิทธิการสมัครรับเลือกตั้ง สส.และสว. สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสิทธิการได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น สว. และ 3. เสียสิทธิการรับสมัครเลือกตั้งเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งสิทธิทั้ง 3 ประการจะได้กลับคืนมาเมื่อไปใช้สิทธิการเลือกตั้งอย่างใดอย่างหนึ่ง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่น
ดังนั้น จะเห็นว่า พันธมิตรฯเตรียมใช้สิทธิคัดค้านผลการเลือกตั้ง ภายหลังจากเสร็จสิ้นการนับคะแนนแล้ว และการโหวตโนเป็นจำนวนมาก จะทำให้ กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ซ้ำซาก ซึ่งเป็นกลวิธีหนึ่ง ที่ทำให้การเปิดประชุมสภาต้องล่าช้าออกไป
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ยืนยันว่า การกากบาทลงในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน มีผลต่อทางกฎหมายทางนิตินัย ซึ่งบทบัญญัติไว้ในมาตรา 93 วรรคท้าย ไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งวรรคที่ 7 บอกว่า ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมีจำนวน ส.ส.ไม่ถึง 500 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ให้ถือว่าสมาชิกจำนวนนั้นประกอบเป็นสภาผู้แทนราษฎร และต้องดำเนินการให้มี ส.ส.ครบตามจำนวนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญภายใน 180 วัน และให้อยู่ในตำแหน่งได้เท่าที่จะมีอายุของ ส.ส.ที่เหลืออยู่
“นั่นหมายความว่า การเลือกตั้ง ถ้ามีจำนวน ส.ส.ไม่ครบ 95 เปอร์เซ็นต์ เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ถ้ามีคะแนนโหวตโนที่ชนะเขตเลือกตั้งถึง 26 เขตเมื่อไหร่ ก็จะไม่มีการเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ การประชุมสภาก็จะไม่เกิดขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ก็จะยังไม่เกิดขึ้น ยิ่งภาคประชาชนเข้ามาสู่การโหวตโนกันมากถึง 26 เขต และแม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนก็ยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมแล้ว ก็หมายถึงว่าการเลือกตั้ง ก็จะทำให้เกิดการประชุมสภาไม่ได้เช่นเดียวกัน” โฆษกพันธมิตรฯ กล่าว
ฉะนั้น การโหวตโน ให้ได้เป็นจำนวนมาก นอกจากเป็นการบ่งบอกขุมกำลังพันธมิตรฯเองแล้ว ยังเป็นกลวิธีเพื่อทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และบีบบังคับให้เข้าเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน แต่ในขณะที่ กกต.ประเมินว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างรอบคอบรัดกุมตามกรอบเวลา ท้ายที่สุด ผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ จะถูกเฉลยออกมาให้กับประชาชนทุกคนได้เห็นจากนี้







