
แบงก์รัฐตกถังข้าวสารอุ้มรากหญ้าแต่กำไรอู้ฟู่
ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2554 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 6 แห่งของกระทรวงการคลัง
ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2554 ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 6 แห่งของกระทรวงการคลัง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ซึ่งได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เอสเอ็มอีแบงก์ เอ็กซิมแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 63% ของเป้าสินเชื่อที่คาดว่าจะปล่อยได้ทั้งปี 6.38 แสนล้านบาทโดยมีผู้ที่ได้รับสินเชื่อคิดเป็นจำนวนรายถึง 2.11 ล้านราย
ส่งผลให้มีรายได้ในไตรมาสแรกกว่า 9.81 หมื่นล้านบาท ที่สำคัญรายได้ส่วนใหญ่เป็นกำไรจากดอกเบี้ยรับ 9.09 หมื่นล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายของธนาคารแล้ว ธนาคารรัฐมีผลกำไรสุทธิกว่า 2.21 หมื่นล้านบาท!!!
จะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจของธนาคารรัฐในยุคนี้มีผลกำไรมหาศาล ต่างจากการประชานิยมในยุคแรกของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แนวโน้มการหารายได้ของธนาคารลดลง หรือบางโครงการทำไปแล้วขาดทุนจนกลายเป็นหนี้เสียบานตะไท
มาในยุคปัจจุบัน ธนาคารรับเริ่มรู้จักเอาตัวรอด ด้วยการหากำไรจากการปล่อยกู้มากขึ้น เช่น มีการคิดดอกเบี้ยเพิ่มตามความเสี่ยงของลูกหนี้ มีการออกสินเชื่อแบบดอกเบี้ยคงที่ในอัตราต่ำ และเริ่มที่จะเข้มงวดเรื่องหลักประกัน ส่งผลให้กำไรไตรมาสแรกของปี 2554 อยู่ที่ระดับสูงกว่า 2 หมื่นล้านบาท
จนคนในกระทรวงการคลังคาดว่าถ้าทำไปเช่นนี้ทั้งปีคงมีกำไรเฉียดแสนล้านบาท
หากพิเคราะห์ในไส้ในของรายได้ที่สำคัญจะพบว่า 80-90% เป็นรายได้ที่มาจากดอกเบี้ยล้วนๆ
จุดนี้น่าจะเป็นการสะท้อนให้รัฐบาลหันมาดูเรื่องการบริการงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐว่า กำลังจะกลายเป็นเสือนอนกินจากชาวบ้านที่รัฐบาลสั่งให้ไปดูแลใช่หรือไม่
เพราะถ้าพิจารณาจากผลกำไรอู้ฟู่ของเหล่าบรรดาธนาคารรัฐก็จะพบข้อเท็จจริงบางประการ ธนาคารออมสินที่ฟันกำไรในปี 2553 เกือบ 2 หมื่นล้านบาท
ธ.ก.ส. กำไรไปกว่า 8,000 ล้านบาท
เอสเอ็มอีแบงก์ มีรายได้รวม 3,634 ล้านบาท แต่ต้องตั้งสำรองสูง ทำให้มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 128.48 ล้านบาท
ขณะที่ธนาคารอิสลามมีกำไร 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 845 ล้านบาท นั่นเป็นเพราะการลงมาปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าในตลาดกลางถึงล่าง ที่พบว่ายังคงมีความต้องการเข้าถึงแหล่งเงินอีกมหาศาล
นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐพยายามอั้นดอกเบี้ย ยังไม่กล้าปรับดอกเบี้ยขึ้นตามธนาคารพาณิชย์ แต่ในที่สุดก็ทนภาวะการแข่งขันที่สูงเช่นในปัจจุบันไม่ไหว
ล่าสุด ธนาคารรัฐเกือบทุกแห่งประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งฝากและกู้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่เทียบเท่ากับธนาคารพาณิชย์ และมีบางโครงการที่โขกดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ด้วยซ้ำไป เช่น โครงการรับรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยบัตรเครดิตคิดดอกเบี้ย 10% โครงการแก้หนี้นอกระบบเฉลี่ยคิดดอกเบี้ย 6% โครงการธนาคารประชาชนดอกเบี้ย 1% และปรับลดให้ลูกหนี้ที่ดีเหลือ 0.5–0.75% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ เมื่อคำนวณเป็นปีถือว่ามาก เพราะมีอัตราตั้งแต่ 612% ต่อปี
แหล่งข่าวจากวงการธนาคารรัฐ ชี้แจงถึงที่มาของรายได้ของธนาคารรัฐที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่า ส่วนใหญ่เป็นรายได้ที่มาจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก ที่เหลือเป็นรายได้จากค่าธรรมเนียม ส่วนรายได้อีกทางหนึ่งมาจากผลของมาตรการตั้งสำรองตามมาตรฐาน IAS 39 เมื่อ 23 ปีก่อนที่ธนาคารรัฐเกือบทุกแห่งต้องโกยกำไรมาตั้งสำรองกันหัวหกก้นขวิด เพื่อตั้งสำรองลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน ถึง 100% มาวันนี้เหมือนได้กินบุญเก่า
เพราะการเร่งรัดเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ทำให้ลูกหนี้รายใดที่เคยตั้งสำรองไว้ 100% ถ้าสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ ส่วนที่สำรองไว้ก็จะคืนกลับมาเป็นกำไรทันที
อีกเหตุผลหนึ่งมาจากผลจากการโหมปล่อยสินเชื่อของธนาคารรัฐในปีที่ผ่านมามากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท และยังคงปล่อยอย่างต่อเนื่องทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างในไตรมาสแรกปี 2554 พุ่งสูงกว่า 2.66 ล้านล้านบาท และการเร่งรัดเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้เข้าไปกดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 6% ขณะที่ยอดหนี้เสียของบางธนาคารเช่นธนาคารออมสิน อยู่ที่ระดับเพียงกว่า 2% แทบจะเรียกได้ว่าต่ำที่สุดในระบบธนาคารก็ว่าได้
ขณะนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่การเมืองกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง หลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะถึงในวันที่ 3 ก.ค.นี้ ไม่ว่าโฉมหน้ารัฐบาลใหม่จะออกมาแบบไหน แต่ก็น่าถือให้เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่น่าจะมีการทบทวนนโยบายเรื่องการใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจในการกระตุ้นเศรษฐกิจเสียที
เพราะที่ผ่านมาการใช้ธนาคารรัฐเข้าไปปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลนั้น เห็นว่าน่าจะตอบโจทย์ได้แค่เรื่องความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินของคนยากจน แต่ยังไม่ตอบโจทย์เรื่องการช่วยลดภาระให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง
สะท้อนจากกำไรมหาศาลที่มาจากโขกดอกเบี้ยแพงๆ กับคนยากคนจนอยู่นั้นเอง







