
การกระจายความเจริญ-ความมั่งคั่ง:นโยบายที่ถูกลืม
ถ้ามองระดับการพัฒนาของประเทศไทยจากระดับรายได้โดยเฉลี่ยของประชากร
ถ้ามองระดับการพัฒนาของประเทศไทยจากระดับรายได้โดยเฉลี่ยของประชากร
โดย..สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
ที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่มการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจหนึ่งๆ ประเทศไทยโดยรวมจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีศักยภาพและโอกาสสูงที่จะได้รับการยกระดับต่อไปเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ในเรื่องนี้ก็จะมีการถกเถียงกันเยอะว่า จริงหรือที่ประเทศอย่างประเทศไทยจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว (เพราะประเทศไทยในบางภาคส่วนก็ยังดูไม่ออกว่าจะเป็นประเทศพัฒนากันได้อย่างไร) หรือไม่ก็จะโต้แย้งกันว่าระดับการพัฒนาของประเทศนั้น วัดไม่ได้จากการพิจารณาเฉพาะเพียงแค่ระดับรายได้ของคนในระบบเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังข้อโต้แย้งเหล่านั้นประการหนึ่งคือ การที่ประเทศโดยรวมแม้ว่าจะมีรายได้โดยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศนั้นกลับจนลง สถานภาพการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อมองลึกลงไปก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ระดับรายได้ของคนในต่างจังหวัดเทียบกับ กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวัดในรูปของมูลค่าที่แท้จริง หรือโดยการเทียบเคียงเอากับค่าครองชีพ แตกต่างกันอย่างเทียบไม่ได้ และก็ไม่น่าแปลกใจที่ระดับของการพัฒนาของ กทม.และต่างจังหวัดจะมีแนวโน้มที่จะแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่หมู่บ้านบางหมู่บ้านในต่างจังหวัดจะหาถนนดีๆ สักสายเพื่อใช้ในการคมนาคม ติดต่อระหว่างกันของคนในหมู่บ้าน หรือใช้ในการขนส่งผลิตผลทางการเกษตรที่ฟูมฟักมาอย่างดีเข้าสู่ตลาด และโดยส่วนใหญ่ก็เป็นตลาด กทม. นั่นเอง ก็แสนจะยากเต็มทน
คนในเมืองหลวงพูดถึงการมีรถไฟฟ้าอีกไม่รู้กี่สายต่อกี่สาย จะต้องมีระบบขนส่งมวลชนอะไรอีกบ้าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนใน กทม. (ผมหมายถึงทั้งชาว กทม.และคนที่อยู่อาศัยใน กทม.) ทรัพยากรการผลิตของประเทศถูกดูดซับเข้ามาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเมืองหลวงอย่าง กทม. จนแทบจะรู้สึกว่า กทม. กับต่างจังหวัดเป็นคนละประเทศกัน
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เป็นต้น เหตุสำคัญของปัญหาความแตกแยกที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นปัญหาหลักที่เรื้อรังของประเทศด้วยซ้ำไป
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ หรือไม่เคยมีใครมองเห็นมาก่อน แต่เป็นที่รับรู้และมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่พอสมควรในรูปของแนวนโยบายการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น (Decentralization)
ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำถูกปลุกให้เป็นกระแสทางสังคมอยู่ช่วงเวลาหนึ่งไม่นานมานี้เอง แต่ที่น่าแปลกใจคือ เมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่างๆ ทั้งใหญ่และเล็กต่างพากันนำเสนอนโยบายของตน กลับไม่พบว่าจะมีพรรคการเมืองใดอยากจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่
นโยบายส่วนใหญ่เป็นนโยบายเอาใจคนเมืองมากกว่านโยบายเอาใจคนชนบท พอจะมีนโยบายเพื่อคนชนบทบ้าง ก็เป็นแบบลด แลก แจก แถมหรือให้ฟรี ซึ่งล้วนแต่เป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ของแบบนี้เราไม่เรียกของฟรี เพราะมันเป็นของไม่ฟรี เพียงแต่เอาเงินคนอื่นมาจ่ายแทนให้ ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องจ่ายเงินแล้วเป็นของฟรีกันหมด แต่พอโฆษณาเสียจนคนเข้าใจว่าเป็นของฟรี คนที่ได้รับก็เลยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมันเท่าไหร่ แต่พอไม่ได้รับ ก็จะไปเรียกร้องเอาตามสิทธิที่ตัวเองอยากจะได้ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องได้ใช้ คราวนี้ก็เลยยุ่งกันไปใหญ่
คงจะไม่แปลกหรอกครับที่เด็กนักเรียนมันจะไม่ค่อยตั้งใจเรียน เรียนๆ เล่นๆ ไปเพราะพ่อแม่ของเด็กพร่ำบอกทุกวันว่าเรียนฟรี ทั้งที่แท้จริงมันไม่ฟรี เพียงแต่มีคนอื่นในสังคมจ่ายให้
น่าเจ็บใจแทนคนที่จ่ายแทนให้อยู่ไม่น้อย
ประเด็นในเรื่องของความแตกต่างในสังคมไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในด้านความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืนอยู่ที่ว่า เศรษฐกิจโดยรวม (ไม่ใช่เพียงจุดใดจุดหนึ่งในระบบเศรษฐกิจเท่านั้น) สามารถยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถให้สูงขึ้นโดยอาศัยกระบวนการแข่งขัน
เงื่อนไขสำคัญคือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันระหว่างคนในสังคม และภาครัฐก็มีหน้าที่ในการทำให้คนในระบบเศรษฐกิจมีโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่คนจนต้องมีโอกาสมากกว่า หรือน้อยกว่าคนรวยเสมอไป
การกระจายอำนาจการปกครอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการกระจายความเจริญ กระจายการพัฒนา และกระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่น ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันอย่างจริงจังว่า ปัญหาที่เป็นอุปสรรคทำให้กระบวนการในการกระจายทั้งหลายเดินหน้าไม่ได้ หรือเดินหน้าไม่ได้เต็มที่คืออะไร
จะแก้ไขบรรเทาอุปสรรคเหล่านั้นได้อย่างไร ซึ่งคงต้องเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจะแยกออกเป็นโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่เรียกว่า Soft Infrastructure และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Hard หรือ Physical Infrastructure) ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพนั้นได้มีผู้วิพากษ์วิจารณ์กันมากพอควรแล้ว
คราวนี้ผมขอพูดถึง Soft Infrastructure บ้าง ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หรืออาจจะมีความสำคัญมากกว่าด้วย และการพัฒนาของโครงสร้างพื้นฐานที่ว่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นจุดอ่อนจุดด้อยของการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมาช้านานแล้ว
เงื่อนไขสำคัญของการพัฒนา Soft Infrastructure นั้นก็คือ การพัฒนาด้านการศึกษาทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณ และความแตกต่างกันของระดับการศึกษาทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณของเมืองหลวงกับชนบทก็นับวันจะมีความแตกต่างกันมากขึ้นในทุกระดับของการศึกษา
คนต่างจังหวัดถ้าอยากได้รับการศึกษาที่ดี ก็ต้องดิ้นรนเข้ามาเรียนใน กทม. และสถานศึกษาใน กทม. ก็มีหน้าที่ในการเลือกรับคนที่มีคุณภาพดีกว่า (หรือมีโอกาสดีกว่า) จากต่างจังหวัดมาพัฒนาต่อ และกลายเป็นผลผลิตของสถาบันการศึกษาใน กทม.ในที่สุด และเมื่อจบการศึกษา กทม. ก็ดึงดูดเอาคนเหล่านี้ไว้ใน กทม.สร้างความเจริญให้กับ กทม. โดยลืมนึกย้อนกลับไปว่าแล้วจะมีอะไรเหลือไว้ให้กับท้องถิ่นที่เขาจากมาบ้าง
ดังนั้น ผมจึงอยากเห็นนโยบายทางด้านการศึกษาที่มองข้ามการแจกฟรี เรียนฟรีประถม มัธยมเสร็จ ก็เรียนฟรีปริญญาตรีต่อไป โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพของการศึกษาที่แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ คนเรียนก็เรียนแบบขอให้จบ ขอให้ได้ตีตราว่าจบการศึกษาระดับโน้นระดับนี้ ไม่ได้คำนึงถึงว่าคนที่ผ่านกระบวนการศึกษานั้นได้พัฒนาขีดความสามารถมากขึ้นเพียงใด
ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ มาตรการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าก็จะต้องมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องกันกับรัฐสวัสดิการ ในทำนองที่ว่า พอของแพง ค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องงัดมาตรการประเภทแทรกแซงตลาดโดยการไปหาของถูกมาขาย หรือไม่ก็ไปกดตรึง ราคาไว้ เพราะกลัวประชาชนจะเดือดร้อน หนักเข้าก็ต้องไปขึ้นเงินเดือนให้ ทั้งๆ ที่งานที่ทำก็ไม่ได้คุ้มกับค่าจ้างแต่อย่างใด ซ้ำร้ายบางกรณีมีงานให้ทำ ก็ยังเล่นตัวอีกว่างานแบบนี้ไม่อยากทำ เสียศักดิ์ศรี เพราะจบระดับโน้นระดับนี้มาแล้วจะให้ไปทำงานประเภทนี้ เงินเดือนแค่นี้ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้มีความสามารถที่จะทำอะไรได้ดีกว่านั้นอีกแล้ว
สุดท้ายก็ก่อให้เกิดปัญหาสังคมที่มีผลกระทบต่อเนื่องในวงกว้างและมีความรุนแรง
ในท้ายที่สุดคงต้องฝากทุกท่านไว้ด้วยว่าอย่าได้ลืมประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจของไทยด้วยว่ามันยังเป็นปัญหาอยู่ มันยังมีความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศ
ไม่ใช่เพียงแต่ไปให้ความสำคัญกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก เพียงแค่ว่าเราเลิกพูดถึงกัน สื่อเลิกหรือลดความสำคัญที่จะติดตาม ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้ได้ทุเลาเบาบางลง หรือปัญหาได้รับการแก้ไขให้หมดไปแล้ว
แท้จริงแล้วปัญหาดังกล่าวกลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ และถ้าไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศไทยจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมากจนไม่สามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่นๆ ในเศรษฐกิจโลกได้
หวังว่าผลการเลือกตั้งในครั้งนี้คงจะไม่เป็นอีกครั้งหนึ่ง (เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา) ที่มันสะท้อนเพียงแค่ว่า ประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศมั่นใจว่าพรรคที่ชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคที่มีคำมั่นสัญญาที่น่าเชื่อถือที่สุดที่จะแจกตามสัญญาที่ให้ไว้เท่านั้น







