posttoday
ดู..ยักษ์ใหญ่เป็นหนี้แล้วย้อนดู..ตัวเอง

ดู..ยักษ์ใหญ่เป็นหนี้แล้วย้อนดู..ตัวเอง

20 มิถุนายน 2554

สหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ชาวโลกอีกครั้ง

สหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ชาวโลกอีกครั้ง

โดย..วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เนื่องมาจากสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศปรับมุมมองประเทศสหรัฐอเมริกาจาก “มีเสถียรภาพ” ไปเป็น “เชิงลบ” ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งนี้ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศสหรัฐอเมริกาไปอยู่ในระดับดังกล่าว

เหตุการณ์นี้ทำให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปรับตัวลดลงทันทีเกือบ 2% สาเหตุเป็นเพราะว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐซึ่งเป็นเสมือนที่ปลอดภัยในการพักพิงของเงินคงคลังของประเทศต่างๆ ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือลง นอกจากนั้นยังทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมที่สูงขึ้นของรัฐบาลสหรัฐ และยังมีผลกระทบกระเทือนต่อบทบาทของพันธบัตรของประเทศต่างๆ ที่อาจต้องให้ผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

สาเหตุหลักที่ทำให้เอสแอนด์พีปรับลดความน่าเชื่อถือดังกล่าวนั้น มาจากยอดค่าใช้จ่ายที่เกินตัวของรัฐบาลสหรัฐ โดยพบว่าหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐ เมื่อวันที่ 6 พ.ค. มีตัวเลขสูงถึง 14.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 98% ของผลผลิตมวลรวม (GDP) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ที่ 14.66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ในจำนวนนี้เป็นหนี้ต่างประเทศประมาณ 4.45 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 31% ของหนี้ทั้งหมด โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่ๆ ได้แก่ ธนาคารชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และอังกฤษ เป็นต้น

แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือ ในปี 2531 สหรัฐมีหนี้ต่างประเทศอยู่เพียง 13% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด หลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 20 ปี... หนี้ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกากลับเจริญเติบโตกว่าเท่าตัว และมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนถึงวันที่ 11 ก.ย. 2544 ซึ่งเป็นวันที่ขบวนการอัลกออิดะห์ขับเครื่องบินถล่มตึกเวิลด์เทรดที่นครนิวยอร์กนั้น รัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นนำโดยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้นำเสนองบประมาณเกินดุลระหว่างปี 25442547 โดยคาดว่าจะมีเงินงบประมาณเกินดุล หรือเหลือจากการใช้จ่ายของรัฐบาลสูงถึง 1.288 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมาช่วยชำระหนี้สาธารณะที่มีอยู่อย่างมหาศาลให้ลดลงไปบ้าง

แต่หลายครั้ง...ความจริง...มักจะไม่ยอมเป็นไปตามคาด

ในปี 2548 ได้มีการทบทวนแผนดังกล่าว และพบว่าแทนที่จะมีเงินเหลือ 1.288 ล้านล้านเหรียญสหรัฐตามที่คาดการณ์ไว้ งบประมาณได้เปลี่ยนจากเกินดุลไปเป็นขาดดุลสูงถึง 0.851 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากหักกลบลบกันแล้วพบว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากแผนสูงถึง 2.138 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยการใช้จ่ายดังกล่าวมาจากการลดภาษี “คนรวย” (นักวิจารณ์มักจะเรียกอย่างนี้ เพราะว่าเป็นการลดภาษีให้บริษัทและคนมีรายได้มาก และถูกหาว่าเป็นการหาเสียงโดยแลกเปลี่ยนกับเงินภาษีที่ลดลง) สูงถึง 29% อีก 22% มาจากนโยบายทาง “ทหาร” ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หลัง 11 ก.ย.

หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดของงบ ประมาณปี 2544 ของสหรัฐอเมริกาแล้ว จะพบว่าส่วนใหญ่จะมาจากงบนโยบายประกันสุขภาพและงบสวัสดิการสังคมรวมกันสูงถึง 40% ของงบประมาณทั้งหมด ค่าใช้จ่ายจำนวนมโหฬารนี้รัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายออกไปทุกปี และทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐพุ่งสูงขึ้นมาโดยตลอด

นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการเตรียมงบประมาณเพื่อจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดจากพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐไว้เพียง 6.6% นั่นหมายถึงว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีโอกาสเป็นหนี้มากขึ้นทุกปี และยังดูไม่ออกว่าสหรัฐจะมีปัญญาใช้คืนหนี้...แม้แต่ดอลลาร์เดียว...ในระยะเวลาอันใกล้นี้

ย้อนดู...ตัวเอง ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะนับจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. 2554 จำนวน 4.246 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.28% ของ GDP ประเทศไทยที่ประมาณ 10.287 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับการเป็นหนี้ของสหรัฐซึ่งอยู่ที่ 98% ของ GDP แล้ว ถือว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ

แต่หากย้อนดูประวัติการเป็นหนี้สาธารณะของประเทศไทยแล้ว กลับพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยตลอด นอกจากนั้นแล้วตัวเลขทางด้านค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการสังคมของไทย รวมกันแล้วอยู่ที่ประมาณ 13% ของงบประมาณทั้งหมด ก็ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับของสหรัฐที่ 40%

แต่ประเทศไทยไม่ใช่สหรัฐอเมริกา...ที่สามารถออกพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำและคนทั่วโลกแย่งกันซื้อ ประเทศไทยไม่ใช่สหรัฐอเมริกา...ที่สามารถพิมพ์ธนบัตรออกมาเท่าไรก็ได้โดยไม่ต้องใช้ทองคำหนุนหลัง (ปี 2514 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐ ได้ออกมาประกาศยกเลิกการใช้ทองคำหนุนหลังธนบัตร) ดังนั้นประเทศไทยควรจะสังวรตัวเอง...ไม่ให้สร้างค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น และทำให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นอยู่ตลอด...โดยยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์...ว่าจะลดหนี้ดังกล่าวได้อย่างไร

แนวโน้มการชำระหนี้สาธารณะของประเทศไทย สามารถสังเกตได้จากการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2553 พบว่าไทยมีหนี้สาธารณะในขณะนั้นอยู่เพียง 2.7 ล้านล้านบาท และมีการวางแผนในการใช้คืนประมาณปีละ 3.7 หมื่นล้านบาท หากทุกอย่างเป็นไปตามนี้ นั่นหมายถึงประเทศไทยต้องใช้ระยะเวลาชำระหนี้คืน 32 ปีแบบไม่มีการกู้ใหม่ ซึ่งเป็นไปได้ยาก เนื่องจากยอดหนี้เพิ่มตลอดนับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา

ในขณะนี้พรรคการเมืองหลายพรรคที่กำลังหาเสียงกันอยู่ มักจะชอบใช้นโยบายประชานิยมอย่างสุดโต่ง แต่นโยบายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบ “ขาดดุล” อย่างมโหฬาร แปลว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยจะต้องเพิ่มขึ้น ...แปลอีกต่อหนึ่งได้ว่า... เรากำลังจะยืมเงินอนาคตของลูกหลานของเรามาใช้ก่อน...

เรากำลังบอกว่า “ลูกหลานเราลำบาก...ก็ช่างมัน ขอให้เรา...สบายก่อนก็แล้วกัน... ใช่อย่างนั้นหรือเปล่า???”

ถ้าไม่ใช่...อย่างนั้น ทุกพรรคการเมืองที่หาเสียงกันอยู่ ควรจะกล้าประกาศออกมาว่าพรรคของเขาจะดำเนินนโยบายประชานิยมที่ตัวเองผลักดันอย่างสุดโต่ง ภายใต้งบประมาณแบบ “เกินดุล” หรือ “สมดุล” เท่านั้น ...และจะต้องไม่มีคำว่า “งบประมาณขาดดุล”...

ทำให้นึกถึงคำพูดของพระสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ที่ว่า “The future starts today, not tomorrow.” แปลตามความได้ว่า “อนาคตเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้...ไม่ใช่วันพรุ่งนี้” ดังนั้นผู้นำในรัฐบาลใหม่ก็ควรจะบริหารประเทศด้วยเงินรายได้ที่ท่านหามาได้ในวันนี้ อย่าไปนำเงินในวันพรุ่งนี้มาปรนเปรอประชาชนตามนโยบายประชานิยมที่ท่านสัญญาไว้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ลูกหลานเราในอนาคต...ก็อาจจะมีสภาพเหมือนเด็กๆ ในประเทศกรีซในวันนี้...ก็เป็นได้


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท