
สภา 300 เสียง ระยะปลอดภัยรัฐบาล
ทุกพรรคการเมืองต่างทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อสร้างกระแสและเรียกคะแนนความนิยมในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย
ทุกพรรคการเมืองต่างทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อสร้างกระแสและเรียกคะแนนความนิยมในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ทุกพรรคการเมืองต่างทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อสร้างกระแสและเรียกคะแนนความนิยมในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย
แม้โพลหลายสำนักจะสรุปออกมาตรงกันว่าเพื่อไทยจะนำประชาธิปัตย์อยู่พอสมควร แต่ปรากฏว่ามีพลังเงียบกว่า 40% ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองไหน ทำให้ที่ว่านอนมาแน่ในมุมของเพื่อไทย อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ก็ได้
จึงเป็นโอกาสสำคัญของประชาธิปัตย์ที่จะฉกชิงพลังเงียบในส่วนนี้ให้มากที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้
สถานการณ์ดังกล่าวได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เก้าอี้ สส.ของทั้งสองพรรคอาจจะออกมาในตัวเลขสูสีพอสมควร มีการคาดการณ์ว่าบวกลบแล้วไม่น่าจะมีส่วนต่างเกิน 20-30 เสียง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยอาจเสียคะแนนบางพื้นที่ให้กับพรรคการเมืองขนาดกลางในภาคเหนือและอีสานบางส่วน
ส่งผลให้วันที่ 3 ก.ค. หลังจากเวลา 15.00 น. จะเป็นจุดเริ่มต้นของการจับขั้วรัฐบาลเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
การจับขั้วรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น มีหลายทฤษฎีว่าต้องใช้จำนวนเสียงเท่าไหร่ถึงจะประสบความสำเร็จในการตั้งรัฐบาล เท่าที่มีท่าทีจากหลายพรรคการเมือง ต่างแสดงความเห็นว่า 250 เสียงขึ้นไปก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะเกินกึ่งหนึ่งจาก 500 เสียง แต่การตั้งรัฐบาลด้วยตัวเลขเพียง 250 ขึ้นไปไม่มาก ต้องมั่นใจให้ได้ว่าจะสามารถบริหารงานในฝ่ายนิติบัญญัติได้
บทเรียนมีให้เห็นแล้วจากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ล่มหลายครั้ง จนส่งผลให้การออกกฎหมายเพื่อเป็นกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินต้องสะดุดลงหลายครั้ง มิหนำซ้ำยังมีภาพที่บรรดาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องหอบงานมาทำกันที่สภา แทนที่จะทำที่กระทรวง เพราะกลัวสภาล่ม ซึ่งเรียกได้ว่าสภาชุดที่แล้วต้องปิดฉากด้วยความทุลักทุเล
ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นบทเรียนให้กับการตั้งรัฐบาลในอนาคตว่า 300 เสียงเท่านั้น รัฐบาลถึงจะปลอดภัยจากการถูกสั่นคลอน
ความสั่นคลอนจะมีขึ้นค่อนข้างมากในกรณีถ้าไม่ใช่รัฐบาล 300 เสียง คือ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจ” เพราะมาตรา 177 กำหนดไว้ว่า “ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรีผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรีผู้นั้นออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ หรือการมีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น”
แม้ในกฎหมายจะไม่ได้กำหนดข้อห้ามเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าห้าม สส.ที่เป็นรัฐมนตรีในคราวเดียวกันลงมติในเรื่องดังกล่าว แต่กรณีนี้สภามีธรรมเนียมปฏิบัติมาตลอดว่า ห้ามไม่ให้บุคคลสองสถานะลงมติไว้วางใจรัฐบาลตัวเอง ทำให้การฟอร์ม ครม.ต้องมาจากคนนอกมากขึ้น
ความฝันของ สส.บางคนที่อยากเป็นรัฐมนตรีสักครั้งในชีวิตต้องตีบตันลงไปด้วย โดยไม่แน่ว่าจะนำมาซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองในระยะยาวหรือไม่ และเสี่ยงต่อการถูกซื้อตัว สส.ด้วย ซึ่งจะมีผลให้เกิดงูเห่าภาค 3 ที่มีผลต่อการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเกิดขึ้นได้
ขณะเดียวกัน อาจตามมาด้วยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเงิน ความสำคัญของกฎหมายลักษณะนี้อยู่ที่การเสนอกฎหมายดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีลงนามรับรองตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้หากกฎหมายการเงินต้องเกิดอุบัติเหตุกลางสภา รัฐบาลทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการประกาศยุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ
นอกเหนือไปจากงานในส่วนสภา ยังต้องมีงานที่ต้องทำร่วมกับวุฒิสภาอีกในการประชุมรัฐสภาด้วย โดยเฉพาะการขอดำเนินการด้านการต่างประเทศที่ต้องขอมติจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 แบบนี้มั่นใจได้แค่ไหนว่าจะคุมเสียงสภาสูงเพื่อให้ช่วยลงมติตามสิ่งที่รัฐบาลเสนอได้ เพราะวุฒิสภาชุดนี้แบ่งออกเป็นหลายขั้ว
ดังนั้น จากปัญหาและอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า ทำให้ระยะปลอดภัยของเสียงสำหรับการตั้งรัฐบาลและเกิดเสถียรภาพในระยะยาวต้องอยู่ 300 เสียงขึ้นไป เพื่อให้สามารถขจัดปัญหาข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แล้วโอกาส 300 เสียง จะไปอยู่ที่พรรคการเมืองใด?
มองในส่วนพรรคเพื่อไทย นับได้ว่าค่อนข้างหืดจับพอสมควร เพราะเพิ่งมีแถลงการณ์ประกาศไม่ขอร่วมงานกับ “พรรคภูมิใจไทย” น่าเป็นห่วงว่าถ้าภูมิใจไทยมีทีเด็ดได้เสียงในระดับ 50-60 เสียงขึ้นมา และไปรวมกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ย่อมทำให้ตัวเลขไต่ระดับได้มากกว่า 210-230 เสียง
230 เสียงที่มาจากประชาธิปัตย์+ภูมิใจไทย ถ้าออกมาในรูปนี้ย่อมเป็นที่ดึงดูดพรรคการเมืองขนาดกลางอื่นๆ เข้ามาร่วมรัฐบาลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบสมใจ แบบนี้พรรคเพื่อไทยโทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเอง
เว้นเสียแต่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เกิน 250 เสียง ทุกอย่างจบ อีก 40-50 เสียงที่เหลือคงหาได้ไม่ยาก ประเทศไทยก็ได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก
แต่คำถาม คือ พรรคเพื่อไทยจะไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่เท่านั้นเอง







