พระราชพุทธิวิเทศ เถระที่พูดน้อย แต่เป็นผู้นำสงฆ์ในยุโรป
ผมมีโอกาสรู้จักพระเถระรูปหนึ่ง ตั้งแต่ท่านยังเป็นพระหนุ่มทำหน้าที่บรรณารักษ์
ผมมีโอกาสรู้จักพระเถระรูปหนึ่ง ตั้งแต่ท่านยังเป็นพระหนุ่มทำหน้าที่บรรณารักษ์
โดย...สมาน สุดโต
ผมมีโอกาสรู้จักพระเถระรูปหนึ่ง ตั้งแต่ท่านยังเป็นพระหนุ่มทำหน้าที่บรรณารักษ์ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งใช้วิหารที่เคยเป็นที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกในสมัยรัชกาลที่ 1 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นห้องสมุด ประมาณ พ.ศ. 2505-2506 ปัจจุบันเป็นพระเถระ อายุ 81 ปี เป็นผู้นำสงฆ์ยุโรป มีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ท่านคือพระราชพุทธิวิเทศ (สวัสดิ์ อัตถโชโต ป.ธ. 5 M.A. Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ที่ท่านไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือเป็นผู้ที่พูดน้อย เวลาทั้งหมดใช้เพื่อการทำงาน
เมื่อได้พูด
ความที่เป็นผู้พูดน้อย วันหนึ่งมีโอกาสพูดให้พระพรหมวชิรญาณ และญาติโยมที่วัดพุทธาราม เนเธอร์แลนด์ฟัง จึงมีการบันทึกเทปและนำมาถ่ายทอดไว้ในหนังสือเล่มเล็กๆ ที่คณะศิษย์ทำเป็นระลึกในงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดครบ 80 ปี วันที่ 8 ก.พ. 2553 ดังนี้
กราบเรียน พระเดชพระคุณ พระพรหมวชิรญาณ และเรียนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระเถรานุเถระ และเพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย วันนี้มีโอกาสพูด แต่ก็จะพูดไม่มาก พูดแต่สาระ ผมคิดว่าทุกท่านที่อยู่ในยุโรป คงจะประสบกับปัญหาที่คล้ายๆ กัน ปัญหาบางอย่าง พวกเราก็ไม่มีกำลังพอที่จะไปแก้ไขมันได้ทั้งหมด คนไทยมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในยุโรป คนไทยแต่ละคนก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน เมื่อปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร เพราะตัวเองอยู่ท่ามกลางคนต่างชาติต่างศาสนาและวัฒนธรรม ทำให้คิดมาก เกิดโรคเครียด แต่ถ้ามีวัดมีพระก็มีโอกาสระบายความทุกข์ใจให้พระฟัง พระก็จะให้ธรรมะทำให้หายความเครียดได้บ้าง อันนี้เป็นส่วนของญาติโยมคนไทย
ส่วนญาติโยมที่เป็นฝรั่งเจ้าของประเทศนั้นก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน พระธรรมทูตมีส่วนช่วยได้บ้างนิดหน่อยเพราะติดขัดกับปัญหาการสื่อสารให้เข้าใจ แม้แต่คนไทยซึ่งพูดภาษาเดียวกัน พูดธรรมะให้รู้และเข้าใจก็ยังยากอยู่เลย ภาษาสำหรับสื่อสารในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจะได้ได้รับความสำเร็จ พระธรรมทูตควรต้องรู้ภาษาถิ่นที่เราไปประจำอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไทย ส่วนมากเกิดจากภาษาสื่อสารกันไม่รู้ไม่เข้าใจ เช่น ตัวอย่าง สามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานกันแล้ว ตกลงกันเปิดร้านอาหารไทยให้ภรรยาเป็นแม่ครัว ส่วนสามีเป็นคนดูแลกาแฟและเครื่องดื่ม ภรรยานอกจากจะเป็นแม่ครัวแล้วยังต้องเลี้ยงลูกเล็กอีก 2 คน ซึ่งถือว่าเป็นงานหนัก บอกสามีให้จ้างคนมาช่วย สามีบอกว่าถ้าจ้างคนมาช่วย เราก็ไม่มีเงินชำระหนี้ธนาคาร เมียพูดกับผัวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะไม่เป็นแม่ครัวต่อไปแล้ว และจะเลิกกันพาลูกทั้งสองคนกลับบ้าน สามีก็บอกว่า ฉันต้องไปพบพระแล้วคุยกับพระก่อนจึงจะทำตามที่เธอต้องการ ฝรั่งคนนั้นพาเมียกับลูกและแม่ยายมาพบที่วัดบอกเรื่องทั้งหมดให้ทราบ พระบอกพวกเขาเหล่านั้นว่า ทุกคนต้องการชีวิตที่ดี ดังนั้นควรจะคิดร่วมด้วยช่วยกัน ชีวิตจึงจะสุขสันต์ ทั้งสองตกลงจ้างคนมาช่วย แม้เรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับพระธรรมทูตโดยตรง มันก็เป็นปัญหาที่พระธรรมทูตต้องไปเกี่ยวข้องด้วย
มีหลายท่านที่กำลังชักชวนให้พวกเราทำงานกันเป็นทีม นับว่าเป็นความปรารถนาดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเรากำลังแสวงหาแนวทางกันอยู่ คนที่ดูอยู่นั้นท่านเป็นแบบคนดู ส่วนที่ปฏิบัตินั้นคงไม่ง่ายอย่างที่คนดูคิดกัน เนื่องจากทวีปยุโรปมีกลุ่มชนอยู่หลายเผ่าพันธุ์ มีกฎกติการะเบียบปฏิบัติแตกต่างกัน ควรต้องศึกษาให้ถ่องแท้แน่นอน
อุปสรรคพระธรรมทูต
เมื่อผมมีโอกาสสัมภาษณ์ท่านที่วัดสระเกศ ในช่วงที่มีการประชุมวันวิสาขบูชาโลก ที่ประเทศไทย ท่านในฐานะประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรปเข้าร่วมประชุมด้วย และมาพักที่วัดสระเกศที่ท่านมีฐานะเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสอยู่ด้วย โดยท่านเล่าสั้นๆ ถึงปัญหาที่พระธรรมทูตไทยในกลุ่มประเทศเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก ที่เรียกว่าเบเนลักซ์ ประสบคือปัญหาวีซ่า และข้อบังคับที่เป็นเงื่อนไขต่างๆ เช่น ก่อนไปพระธรรมทูตต้องเรียนรู้ภาษาท้องถิ่นและต้องสอบให้ผ่าน จึงจะได้วีซ่าชั่วคราว 1 ปี ไปอยู่ในประเทศนั้นๆ แล้วต้องเรียนภาษาต่ออีก 2 ปี มิเช่นนั้นวีซ่าอาจไม่ได้รับการพิจารณาต่ออายุ จึงกระทบกระเทือนพระสงฆ์ไทย เพราะภาษาท้องถิ่นค่อนข้างยาก
พระธรรมทูตบางรูปไปอยู่ต้องเสียภาษีให้รัฐ เพราะก่อนไป ทางวัดทำหนังสือจ้างเป็นพนักงาน จึงมีรายได้ ต้องจ่ายภาษีเงินได้ตามอัตราที่ได้รับ
สำหรับพระสงฆ์รุ่นบุกเบิก เช่นตัวท่านนั้นไม่มีปัญหา ในเรื่องวีซ่าเพราะอยู่มาก่อน ที่ระเบียบนี้บังคับใช้ (เพิ่งใช้มา 3 ปี)
รุ่นเดียวกับ ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต
ตามประวัตินั้น ท่านมีชื่อเดิมว่าสวัสดิ์ นามสกุลแสงเพ็ง เกิดวันที่ 8 ก.พ. 2473 ที่บ้านกอกหวาน อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ บรรพชาที่วัดบ้านเกิด อุปสมบทที่วัดสระเกศ โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) เป็นพระอุปัชฌาย์ เรียนจบพุทธศาสตรบัณฑิตรุ่นที่ 8 พ.ศ. 2505 เพื่อนร่วมรุ่น เช่น พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พระเทพปัญญาสุธี (พร้อม) พระเทพสิทธิวิเทศ (สุจินต์) และพระสิริสุทัศน์ธรรมาภรณ์ (สุพจน์) เป็นต้น จากนั้นไปเรียนบรรณารักษ์ศาสตร์ต่อที่มหาวิทยาลัยพาราณสี ระดับปริญญาตรี และปรัชญาศาสนา ระดับปริญญาโท หลังจากไปเป็นพระธรรมทูตที่ยุโรปเมื่อ พ.ศ 2534 ได้มุมานะทำวิทยานิพนธ์สำหรับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมคธ จบปี 2542
สำหรับประวัติวัดพุทธาราม ประเทศเนเธอร์แลนด์มีว่า
วัดพุทธาราม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เริ่มก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มคนไทย ที่ติดตามสามีมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ประเทศนี้ สมัยเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง คนไทยที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานต่างก็รู้สึกว้าเหว่ จะกลับเมืองไทยก็ไม่อยากกลับ เพราะขาดการเชื่อมประสานสามัคคีกันทาง ความรู้สึก แต่ทุกคนก็ไม่เคยลืมบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง คิดถึงพ่อแม่ญาติพี่น้องคิดถึงวัดต้องการเห็นพระซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจ จะได้มาวัดมาทำบุญทำทาน จะได้มาปฏิบัติธรรมตามคติแห่งพระพุทธศาสนาจากความต้องการอันนี้ จึงได้มีคณะกรรมการดำเนินงานเกิดขึ้นเพื่อจัดตั้งสำนักงานทางศาสนาที่เรียกกันว่า “วัด” ขึ้นในประเทศฮอลแลนด์ หรือเนเธอร์แลนด์ โดยมี ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก คือ ดร.สมปอง สุจริตกุล เป็นผู้นำ และมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระธรรมโกศาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดชลบุรี เป็นผู้อุปถัมภ์
เอกอัครราชทูต ดร.สมปอง สุจริตกุล ได้ทำหนังสือขอนิมนต์ พระสงฆ์จากเมืองไทย ทางคณะสงฆ์ได้อนุมัติให้พระสงฆ์รุ่นแรกออกมาปฏิบัติศาสนกิจ เจริญศรัทธาของบรรดาชาวพุทธในประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศใกล้เคียง จำนวน 2 รูปคือ
1.พระมหาธีรพันธ์ เมตฺตาวิหารี วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ
2.พระสมุห์เพิ่ม อริยวํโส วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
พระสงฆ์ทั้ง 2 รูป เดินทางถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2516 คณะกรรมการได้ดำเนินการหาสถานที่ เพื่อเป็นที่พักสงฆ์ และจัดกิจกรรมทางศาสนาได้ตกลงเช่าอาคารเป็นตึก 3 ชั้น 1 คูหา ชั้นล่างทำเป็นห้องพระ ชั้นสองเป็นที่พักสงฆ์ และชั้นบนทำเป็นห้องสมุด
วันที่ 24 ต.ค. 2516 ได้มีพิธีเปิดวัดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่อาคารเลขที่ 20 ถนนทัลมาร์ เมืองวาลแวกซ์ มีเอกอัครราชทูต ดร.สมปอง สุจริตกุล เป็นประธานท่ามกลางความยินดีของพี่น้องชาวไทย
ตั้งชื่อวัด
เมื่อเปิดเป็นวัดขึ้นแล้ว ให้ชื่อว่า “วัดสุจริตกุล” ต่อมาได้เพิ่มชื่อต่อท้ายเข้าไปอีกเป็น “วัดสุจริตานุจารี” มาจากฉายาของท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ โดยการเสนอของพระมหาธีรพันธ์
เปลี่ยนชื่อวัดอีกครั้ง เมื่อทางคณะสงฆ์แห่งประเทศไทยมีคณะกรรมการดำเนินงานโครงการวัดสุจริตานุจารี ซึ่งมีท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระธีรญาณมุณี วัดจักรวรรดิราชาวาส เป็นประธานกรรมการ และมีคณะกรรมการบริหารอีกชุดหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการฝ่ายดำเนินงาน มีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ปัจจุบัน เป็นที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการทั้งสองชุดดังกล่าว ได้ประชุมกันที่ตำหนักสมเด็จวัดสระเกศ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพุทธาราม” เมื่อปี พ.ศ. 2518
วัด ตามกฎหมายประเทศเนเธอร์แลนด์ ไม่ได้ถือว่า “วัด” เป็นนิติบุคคลแม้เจ้าอาวาสก็ไม่ได้เป็นตัวแทน ตามลักษณะกฎหมายของเนเธอร์แลนด์ แต่มูลนิธิถือว่าเป็นนิติบุคคลมีกฎหมายรับรอง และเป็นองค์กรที่ได้รับการยกเว้นภาษี จากทางรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นทางคณะกรรมการ จึงได้จัดตั้งมูลนิธิขึ้น วัดพุทธาราม จึงเป็นมูลนิธิโดยมีกรรมการมูลนิธิ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตเป็นผู้ดำเนินการ
สถานที่ตั้งวัดแห่งใหม่
เนื่องจากที่ตั้งวัดแห่งเดิมคับแคบ คราวมีงานเทศกาล หรืองานวันสำคัญทางศาสนสถานที่ดูคับแคบมากไม่เหมาะที่จะทำวัด ทางคณะกรรมการมูลนิธิวัดพุทธาราม จึงได้จัดซื้อสถานที่แห่งใหม่ที่ถนน โลฟฟ์สเตรต เลขที่ 2628 รหัสไปรษณีย์ 5142 ER เมือง วาลแวกซ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดในปัจจุบันนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2523 (ค.ศ.1980)
สถานที่แห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอัมสเตอร์ดัม ลงมาทางตอนใต้ประมาณ 100 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดโดยประมาณ 3,675 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง คืออาคารหลังใหญ่ ซึ่งปรับปรุงจากโรงนาและคอกปศุสัตว์ เป็นห้องพระ กุฏิพระสงฆ์ และโรงอาหาร ส่วนอีกหลังหนึ่งค่อนข้างเล็ก ใช้เป็นที่พักของแม่ชีและผู้ที่มารักษาศีล ปฏิบัติธรรม จัดซื้อในราคา 350,000 กิลเดอร์ ด้วยการกู้จากธนาคารดอกเบี้ย ร้อยละ 10.50 ต่อปี ระยะเวลากู้ 30 ปี โดยได้ความร่วมมือจากท่านนายกเทศมนตรี เมืองวาลแวกซ์ และคณะได้ถวายความอุปถัมภ์ แต่ตั้งเงื่อนไขไว้ข้อหนึ่งว่า ทางวัดต้องสร้างลานจอดรถไว้ในพื้นที่ของวัดที่สามารถจอดรถได้ไม่ต่ำกว่า 42 คัน เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับชาวพุทธที่เดินทางมาวัด จากในประเทศเนเธอร์แลนด์และใกล้เคียง


