
ไทยต้องปรับตัว ร่วม 2ขั้วมหาอำนาจศก.โลก
ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันอย่างมากมาย
ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจกันอย่างมากมาย
โดย..ปานปรีย์ พหิทธานุกร
โดยเฉพาะในช่วงปี 2537 ประเทศส่วนใหญ่เข้าไปเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ซึ่งเป็นผลให้ประเทศสมาชิกผูกพัน ในการปฏิบัติตามข้อตกลง WTO เปิดเสรีการค้าและบริการมากขึ้นโดยลำดับ
ทว่า การเจรจาภายใต้กรอบ WTO หลายครั้งที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกไม่สามารถตกลงกันได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ประเทศพัฒนาแล้วเห็นว่ากำลังเสียเปรียบกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา เช่น การลดการอุดหนุนภาคเกษตร
ประเด็นที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่ยอมเจรจาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เรื่อง การจัดซื้อโดยรัฐ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน และการแข่งขันทางการค้า เนื่องจากมองว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เกินกว่าข้อกำหนดของ WTO และก้าวล่วงไปถึงการแก้ไขกฎระเบียบในประเทศ
จากความล่าช้าของ WTO ในกรณีปัญหาเหล่านี้ จึงทำให้สมาชิกหลายประเทศหันกลับไปจับคู่ทำข้อตกลงการเปิดเขตเสรีแบบทวิภาคี หรือที่เรียกว่า Free Trade Agreement (FTA) มากขึ้น
ข้อมูลตัวเลขของ WTO พบว่า ตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน ประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทย มีข้อตกลงในรูปแบบ FTA มากถึง 297 ข้อตกลงแล้ว และคงจะเพิ่มขึ้นอีก
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เพราะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่อย่างกลุ่ม BRICS (ประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) เริ่มมีพลังทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเป็นที่คาดการณ์จาก IMF ว่า อีก 19 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) กลุ่ม BRICS จะมีขนาดเศรษฐกิจที่โตแซงหน้ากลุ่ม G7 (ประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมนี แคนาดา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส)
เนื่องจากปัญหาวิกฤตการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาในปี 2550 และปัญหาในสหภาพยุโรป ทำให้ชาวโลกเริ่มวิตกกังวลกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ ในขณะที่ประเทศจีนและอินเดียก็ยังรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงสุดอยู่ ดังนั้น การค้า การลงทุนจึงมุ่งไปสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่นี้
ในอนาคตเรื่อง “การค้า” และ “การลงทุน” นั้น แม้ประเทศที่เป็นมหาอำนาจจะแบ่งเป็นหลายขั้ว (Multi Polar) ก็ตาม แต่ผมกลับเห็นว่าจะมีการ “แบ่งเป็น 2 ขั้วใหญ่” ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกคือ “กลุ่มมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเก่า” คือ กลุ่ม G7 ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวขบวน และ “กลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่” BRICS บวกอาเซียน ที่ประเทศจีนน่าจะเป็นหัวขบวนหลัก
ที่สำคัญ รูปแบบการทำการค้า การลงทุน จะมีความแตกต่างกันระหว่าง 2 ขั้วอำนาจเศรษฐกิจนี้ เพราะ “กลุ่มตลาดเก่า” ต้องพยายามยกระดับการค้า การลงทุน การผลิต การขาย ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น โดยเน้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรม เทคโนโลยี การออกแบบ และสิ่งแวดล้อม
ขณะที่ “กลุ่มตลาดใหม่” ก็จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ โดยคำนึงถึงนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม น้อยกว่า ดังนั้น การต่อสู้ทางการค้าระหว่าง 2 กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคตด้วย
ในอดีตที่ผ่านมาไทยก็เดินตามกระแสเศรษฐกิจโลกมาอย่างเหมาะสม จนทำให้เศรษฐกิจมีความแข็งแรงในระดับหนึ่ง เมื่อมาถึงช่วงนี้ ถือได้ว่าเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ เพราะภาคการส่งออกยังดีอยู่
แต่จากนี้ไปอาจประสบปัญหากับการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จากความล่าช้าของไทยในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และภาคการลงทุนที่ไม่มีความชัดเจน
เมื่อมี 2 ขั้วมหาอำนาจเศรษฐกิจเช่นนี้ผมคิดว่า ไทยต้องเตรียมปรับตัว ปรับโครงสร้าง เพื่อกำหนดทิศทางการค้า การลงทุนให้ถูกทาง เพื่อทำให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตร ได้เตรียมตัววางแผนด้านการค้า การลงทุน ให้มีความพร้อม มีความสามารถ เข้าไปทำการค้าขายกับตลาดเก่าและตลาดใหม่ต่อไปได้
10 ปีที่ผ่านมาไทยได้กระโดดเข้าร่วมขบวน FTA กับหลายประเทศ ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก แม้จะยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ก็ตาม หากไทยไม่เตรียมตัวเพื่อเข้าไปสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ กับขั้วมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่นี้ ก็อาจทำให้ต้องสูญเสียโอกาส และถูกลดระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกลงไปเรื่อยๆ
หวังว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารเศรษฐกิจ จะมีวิสัยทัศน์ มีความเข้าใจ และมองเห็นถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมาในช่วง 5 ปีนี้ และจะสามารถนำพาและพัฒนาเศรษฐกิจไทยไปได้ถูกทิศทางอย่างยั่งยืน







