posttoday
กฏหมาย 301 ของสหรัฐกับสถานะ PWL ของไทย

กฏหมาย 301 ของสหรัฐกับสถานะ PWL ของไทย

10 กุมภาพันธ์ 2553

...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

อาจเป็นเพราะมีความวุ่นวายหลายเรื่อง ทั้งในและต่างประเทศที่ทำให้ข่าวเรื่องกฎหมาย 301 พิเศษ ของสหรัฐ หรือการจัดไทยไว้ใน PWL ดูจะแผ่วๆ ไปในปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงนี้ของปีที่แล้วก็มีการพูดถึงกันมากแล้ว รวมทั้งมีการคาดคะเนว่าไทยจะอยู่ในบัญชีไหน จะถูกปลดจาก PWL ไปอยู่ WL หรือขึ้นไป PFC หรือไม่

สาเหตุที่มีการพูดถึงเรื่องนี้กันมากในช่วงปลายปีต่อต้นปี ก็เนื่องจากสหรัฐนั้นมีกฎหมายเกี่ยวกับการค้า ที่คนไทยคุ้นกันดีคือ 301 พิเศษ มาตรานี้กำหนดให้ฝ่ายบริหารจัดอันดับประเทศคู่ค้าไว้ในลำดับต่างๆ กัน ตั้งแต่ :

Monitoring List

หรือประเทศที่ต้องจับตา คือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

*Watch List (WL)

หรือประเทศที่ถูกจับตา คือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอยู่พอสมควร

Priority Watch List (PWL)

หรือประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาก

Priority Foreign Country

คือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรง

ไทยมีหลักการง่ายๆ ว่า ประเทศเหล่านั้นให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐมากน้อยแค่ไหน เพียงพอหรือไม่ ซึ่งในการดำเนินการจะเปิดรับฟังคำร้องเรียนจากภาคเอกชนสหรัฐที่ทำผ่านทางสมาคมต่างๆ ส่งให้ทางการในช่วงปลายปี และหารือกันในช่วงต้นปีถัดไป เช่น สมาคมยา (PhRMA) สมาคมทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (IIPA) สมาคมภาพยนตร์ (MPA) กลุ่มธุรกิจซอฟต์แวร์ (BSA) และสมาคมเคเบิลและดาวเทียมแห่งเอเชีย (CASBAA) เป็นต้น เสร็จแล้วฝ่ายบริหารจะทำรายงานเสนอสภาคองเกรสในเดือนเม.ย. โดยเสนอไปด้วยว่าจะจัดประเทศนั้นๆ อยู่ในอันดับใด

สำหรับไทยได้ขยับจาก WL มาติดอยู่ใน PWL 3 ปีแล้ว ด้วยข้อกล่าวหาหลายประการ เช่น ไม่มีการลงโทษผู้กระทำผิดละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง การไม่ปราบเทปผี CD เถื่อนอย่างจริงจัง การแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ ยาปลอม ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือ ตลอดจนการบังคับใช้สิทธิบัตรยาที่ไม่โปร่งใสเป็นไปตามธรรมนองคลองธรรม การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และเคเบิลทีวี เป็นต้น ข้อกล่าวหาเหล่านี้ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักในสายตาของต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และเกิดความสำคัญมากขึ้นเมื่อสหรัฐนำเรื่องการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาไปโยงกับการที่สหรัฐจะให้แต้มต่อทางภาษีนำเข้า หรือลดภาษีนำเข้าให้เป็นพิเศษที่เรียกว่า จีเอสพี หรือไม่ก็ขึ้นกับประเทศนั้นให้การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่เพียงพอหรือไม่

การที่สหรัฐเป็นตลาดใหญ่ และเป็นตลาดเปิดเมื่อเทียบกับอีกหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือสหภาพยุโรป ทำให้แทบทุกประเทศในโลกต้องพึ่งตลาดสหรัฐ ดังนั้นการได้แต้มต่อจึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกไทย ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น การตัดแต้มต่อออกแม้เพียงเป็นข่าว จึงมีผลทางจิตวิทยามาก และหากมีการตัดจริง ผลจะขยายเป็นวงกว้างเหมือนโยนหินลงในน้ำ จะไม่ใช่ผลกระทบต่อคนเพียงบางกลุ่ม นอกจากนี้เมื่อการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง ภาพยนตร์ ตลอดจนเคเบิลทีวีมีมากขึ้น ผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจของคนไทยกลับมากกว่าของต่างชาติเสียอีก

ดังนั้น ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2551 เป็นต้นมา ผู้เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบาย บริหารและปฏิบัติการของไทย จึงได้ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อสหรัฐเท่านั้น แต่ยังเพื่อภาคเอกชนและเศรษฐกิจของไทยเองอีกด้วย ตัวเลขคดีและของกลางปี 2552 เพิ่มขึ้นจากปี 2551 อย่างเห็นได้ชัด จาก 3,753 คดี เป็น 5,521 คดี ของกลางเพิ่มขึ้นจาก 2,606,707 หน่วย เป็น 4,200,630 หน่วย และการเสนอขายของละเมิดต่อชาวต่างชาติก็ลดลง ไม่มีรายการจุดใต้ตำตอเช่นปลายปี 2550 ที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐมาเดินแถวพัฒนพงษ์และสุขุมวิทก็มีพ่อค้าเร่มาเสนอขาย DVD เพลงและภาพยนตร์ละเมิด

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของฝ่ายสหรัฐต่อสภาคองเกรสในเดือนเม.ย. 2552 ยังคงจัดไทยไว้ใน PWL โดยข้ออ้างว่าต้องการดูผลงานของไทยต่อไปก่อน ซึ่งไม่แน่ว่าเป็นเพราะกลุ่มธุรกิจสหรัฐบางกลุ่มยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการมากขึ้นอีกหรือไม่ เช่น MPA ต้องการให้ไทยออกกฎหมายห้ามแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ เป็นต้น

เม.ย. 2553 จึงเป็นเวลาสำคัญที่ไทยควรเฝ้าจับตาดูฝ่ายบริหารสหรัฐว่าจะเสนอคงไทยไว้ใน PWL หรือจะดึงไทยออกไปไว้ใน WL หรือไปไว้ที่ใด ที่จริงเราสามารถติดตามได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะกระบวนการได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ปลายปี 2552 และจะมีกระบวนการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ จนถึงเดือนเม.ย. ภาคเอกชนสหรัฐนั้นแน่นอนว่ามีความต้องการมากมาย เพราะเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ฝ่ายบริหารจะตัดสินใจอย่างไร รายงานของผู้แทนสหรัฐในประเทศไทยก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเขามีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจในวัฒนธรรมไทย รายงานในเชิงบวกก็จะเป็นประโยชน์ต่อไทย ขณะเดียวกันกลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์ก็เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงต่อฝ่ายบริหารคณะนี้ของสหรัฐ ดังนั้นการที่ไทยยังไม่ออกกฎหมายเฉพาะในเรื่องการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ แต่มุ่งใช้กฎหมายลิขสิทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเห็นว่าเป็นการเพียงพอ จะขัดใจสมาคมภาพยนตร์หรือไม่ ตัวเลขคดีและของกลางที่เพิ่มขึ้นเพียงพอไหม หรือจะต้องมีการลงโทษที่ชัดเจนและหนักขึ้นตามข้อเรียกร้อง เม.ย. นี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคู่ค้าใหญ่ของเราได้คืบจะเอาศอกหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ARDA นำ วกส. 7 เจาะลึกนวัตกรรมอาหาร-สุขภาพสัตว์ครบวงจร

ARDA นำ วกส. 7 เจาะลึกนวัตกรรมอาหาร-สุขภาพสัตว์ครบวงจร