
ทรูฉุนดีแทคขวางคอ 3 จี
การเพิ่งเข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามของ บริษัท ทรูมูฟ เครือทรู คอร์ปอเรชั่น
การเพิ่งเข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามของ บริษัท ทรูมูฟ เครือทรู คอร์ปอเรชั่น
เมื่อเช้าวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งที่ผลการพิจารณาของ กมธ.สื่อสารและโทรคมนาคม เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย. จึงไม่สามารถตีความเป็นอื่นได้ นอกจากเรื่องของการ “เอาคืน” ที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อ 25 เม.ย. ให้ระงับการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม และทรู กรณีร่วมกันให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่เดิม หรือเอชเอสพีเอ จนกว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งหมดจะตรวจสอบและรับรองการดำเนินการทางธุรกิจดังกล่าวตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ศาลปกครองกลางจะไม่รับคุ้มครองฉุกเฉิน ส่งผลให้ กสทฯ และทรูยังคงเดินหน้าให้บริการเอชเอสพีเอต่อไปได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าสงครามระหว่าง 2 ค่ายมือถือนี้ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ
ทั้งนี้ เพราะโครงสร้างผู้ถือหุ้นของดีแทคที่ทรูมองว่าผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ห้ามต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% นั้น หากจะพิจารณากันตามความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีเฉพาะเพียงดีแทครายเดียวเท่านั้น แต่ยังมีเจ้าตลาดอย่าง เอไอเอส ที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นอาจจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ดังกล่าวเช่นกัน แต่ทรูกลับเลือกที่จะแจ้งความเฉพาะดีแทคเท่านั้น แม้หัวหน้าคณะผู้บริหารกฎหมายของทรูจะยืนยันว่า การกระทำครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติก็ตาม
ชนวนความขัดแย้งบานปลายระหว่าง ดีแทค และ ทรู เกิดขึ้นจากการที่ทั้งสองรายอยู่ใต้ร่มสัมปทานเดียวกับ กสทฯ แต่กลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน เพราะกว่า 2 ปีแล้วที่ดีแทคไม่ได้รับอนุญาตให้บริการเอชเอสพีเอเชิงพาณิชย์ 1,200 สถานี ด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา จาก กสทฯ ซึ่งตรงกันข้ามกับกลุ่มทรู ที่จู่ๆ กสทฯ ก็เปิดทางให้เข้าซื้อกิจการของ บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ และร่วมกันให้บริการ 3จี โดยไม่สนแรงต้านจากหน่วยงานที่ตรวจสอบว่าสัญญาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน ทำให้ทรูบริการ 3จี ได้ก่อนค่ายอื่น
การที่ทรูสามารถให้บริการ 3 จีได้ก่อนใคร สร้างความสั่นสะเทือนต่อดีแทคอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงจำนวนลูกค้าที่อาจไหลออกไปสู่คู่แข่งอย่างง่ายดายจากข้อได้เปรียบด้านความไวของเทคโนโลยีที่หลายคนกำลังเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ผนวกกับกลยุทธ์คอนเวอรเจนซ์กับบริษัทอื่นๆ ในเครือทรู ยิ่งทำให้ทรูเป็นต่อและมีสิทธิ์ที่จะขึ้นแซงดีแทคได้ในไม่ช้า ดังนั้น การพึ่งกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ของดีแทค แม้ว่าจะสร้างความบอบช้ำและทำให้ กสทฯ ไม่พอใจก็ตาม
อย่างไรก็ดี ดีแทคเลือกหาทางลงในเรื่องนี้ด้วยการพยายามกระชับความสัมพันธ์กับกสทฯ ทุกสัปดาห์หลังจากที่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น เพื่อหวังว่า กสทฯ จะยอมให้ดีแทคสามารถเปิดบริการ 3จีเชิงพาณิชย์ได้เช่นเดียวกับทรู รวมทั้งยังยอมคืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ตซ จำนวน 25 เมกะเฮิร์ตซ ให้ กสทช.นำไปจัดสรรเพื่อออกใบอนุญาตให้บริการ หรือ ไลเซ่นส์ 4 จีอีกด้วย
แต่ดูเหมือนเรื่องก็ยังไม่จบลง เพราะทรูก็ประกาศเช่นกันว่า จะขยับเข้าสู่การให้บริการ 4 จี โดยอาจไม่รอ 3 จี อีกต่อไป หาก 3 จี ยังคงล่าช้าเช่นปัจจุบัน
ดีแทคและทรูจึงไม่เพียงแค่การขัดแย้งกันในเรื่องของการปฏิบัติของกสทฯ ที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสงครามทางเทคโนโลยีที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นและดูเหมือนจะไม่สิ้นสุดในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน







