
เชิญหมอถกเบิกยาข้อเข่าเสื่อม
บัญชีกลางโดนโวยระงับจ่ายยาตั้งกรรมการศึกษายุติขัดแย้ง
บัญชีกลางโดนโวยระงับจ่ายยาตั้งกรรมการศึกษายุติขัดแย้ง
ตั้งทีมศึกษาเบิกยาข้อเข่าเสื่อม คลังปวดหัวหมองัดข้อมูลตอบโต้ ก่อนส่งให้รัฐบาลใหม่ตัดสิน
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เกี่ยวกับการควบคุมการเบิกจ่ายกลุ่มยาบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อม (กลูโคซามีน) เพื่อหาข้อสรุปว่าควรจะให้มีการสั่งเบิกจ่ายยาดังกล่าวต่อไปหรือไม่ ภายหลังจากที่กรมได้สั่งระงับเบิกจ่ายยาในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีข้าราชการบางกลุ่มที่ยังมี ความจำเป็นต้องใช้ยาในกลุ่มดังกล่าวร้องเรียนมาจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากเกิดการถกเถียงกันอย่างหนักระหว่างคณะทำงานวิชาการ ที่กรมใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงว่าไม่สมควรให้เบิกจ่าย เพราะยาดังกล่าวยังไม่มีข้อมูลชี้วัดว่าได้ผลทางการรักษาจริง
ขณะที่หลายประเทศก็สั่งเลิกเบิกจ่ายยานี้เช่นกัน ขัดกับแพทยสภาที่ยืนยันว่าในบางกรณีอาจใช้ได้กับผู้ป่วยที่มีอาการของโรคในระยะกลาง โดยให้สิทธิเบิกจ่ายยากลุ่มนี้ 3 เดือน หากได้ผลก็สามารถใช้สิทธิเบิกจ่ายได้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน
ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว โดยมีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน โดยจะมีการเชิญผู้แทนจากแพทยสภา คณะทำงานวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง นำหลักฐานที่เป็นผลทางการรักษาจากการใช้ยามาพิสูจน์กันให้ชัดเจน
สำหรับแพทย์ทุกคนที่ร่วมเป็นคณะทำงานจะต้องร่วมลงนามยอมรับข้อสรุป และยืนยันว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าว
“ภายใน 1 เดือนนี้ คณะทำงานจะได้ข้อสรุปว่าจะยอมให้มีการเบิกจ่ายยากลูโคซามีนต่อไปอีกหรือไม่ หลังจากนั้นก็จะรายงานแนวทางให้คณะกรรมการบริหารระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน รับทราบอีกครั้ง ก่อนเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่เป็นผู้ตัดสินใจ” นายรังสรรค์ กล่าว
นายรังสรรค์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับยากลูโคซามีนเรียบร้อยแล้ว กรมบัญชีกลางจะหารือเกี่ยวกับการเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักอีก 8 กลุ่มที่เหลือ หลังจากที่ชะลอการหารือออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่เรื่องยังค้างการพิจารณาอยู่
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2554 กรมบัญชีกลางตั้งเป้าเบิกจ่ายค่ายาไม่เกิน 6.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายที่เท่ากันกับปีงบ ประมาณ 2553







