posttoday
พธม.พร้อมชุมนุม...รบทุกรัฐบาล

พธม.พร้อมชุมนุม...รบทุกรัฐบาล

13 มิถุนายน 2554

สัมภาษณ์พิเศษ "ประพันธ์ คูณมี" แกนนำกลุ่มพันธมิตร ที่ประกาศกร้าวว่าพร้อมที่จะออกมาชุมนุมต่อต้านทุกๆรัฐบาลที่ทุจริต

สัมภาษณ์พิเศษ "ประพันธ์ คูณมี" แกนนำกลุ่มพันธมิตร ที่ประกาศกร้าวว่าพร้อมที่จะออกมาชุมนุมต่อต้านทุกๆรัฐบาลที่ทุจริต

แม้ผลการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการป้องกันราชอาณาจักรไทยและแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีมติชุมนุมต่อไปจนกว่าเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก จากนั้นจะยุติทันทีไม่ว่าผลการประชุมออกมาอย่างไรก็ตาม ถือว่าทำให้อุณหภูมิทางการเมืองผ่อนคลายไปได้เปราะหนึ่ง ท่ามกลางการแข่งขันหาเสียงของแต่ละพรรคการเมือง

นายประพันธ์ คูณมี แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เปิดเผยแนวทางต่อสู้ทางการเมืองกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ขณะนี้พันธมิตรฯ อยู่ในช่วงรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน (โหวตโน) เพื่อสะท้อนปัญหาบ้านเมืองและระบบการเมือง พร้อมสร้างพลังอำนาจต่อรองของภาคประชาชนให้ดำรงอยู่ เพื่อรับมือกับปัญหาการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เพราะไม่ว่าขั้วไหนเข้ามาก็ยังเป็นการเมืองที่ละทิ้งปัญหาประชาชนเหมือนเดิม อีกทั้งไม่มีนโยบายชัดเจนในการนำพาชาติให้หลุดพ้นความขัดแย้งในสังคม

พธม.พร้อมชุมนุม...รบทุกรัฐบาล ประพันธ์

ประพันธ์ บอกว่า ความคิดแตกต่างไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่สนใจปัญหาประเทศชาติ ดังนั้นการรักษาขบวนการภาคประชาชนจึงเป็นภารกิจของพันธมิตรฯ ต่อไป ไม่ว่าในนามกลุ่มพันธมิตรฯ หรือกลุ่มองค์กรอื่นที่มีจุดมุ่งหมายตรงกัน

“หากไม่มีกลุ่มพลังของประชาชนเหล่านี้ วันข้างหน้าสังคมก็อาจขาดพลังในการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมือง” ประพันธ์ย้ำถึงจุดยืนในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ

ปัญหาที่หลายฝ่ายจับจ้องก็คือ หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลก็ตาม กลุ่มพันธมิตรฯ จะออกมาชุมนุมคัดค้านอีกหรือไม่ ประพันธ์ ยืนยันว่า พันธมิตรฯ จะไม่ทำอะไรตามอำเภอใจเด็ดขาด แม้เป็นภาคประชาชน แต่ก็ต้องคิดอย่างมีเหตุผลและต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ในสังคม เนื่องจากในอดีตมีบทเรียนถึงขั้นต้องเลือดเนื้อมาแล้ว โดยที่ไม่ได้ผลตอบแทนอะไร

“หากจะมีการเคลื่อนไหวอะไรก็ต้องขึ้นอยู่กับสังคมส่วนรวมด้วย เราจะไม่เป็นเครื่องมือให้ใครมาหลอกใช้อีกต่อไป แต่จะทำให้ประชาชนทั้งประเทศมาเห็นด้วยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเป็นกลุ่มทวนกระแส และไม่เอาด้วยกับระบอบการเมืองที่ทุจริต และไม่ยอมอยู่ภายใต้ระบอบอุปถัมภ์ของกลุ่มและพรรคการเมืองใด ใครจะมาร่วมด้วยหรือไม่ก็เป็นสิทธิของเขา ซึ่งกำลังสนับสนุนจะมากหรือน้อย ต้องขึ้นอยู่กับประเด็น เหตุการณ์ และตัวบุคคลที่ขึ้นมาบริหารประเทศ” เขากล่าว

ลั่น กมม.ไร้อนาคต

ประพันธ์ บอกว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องต่อสู้ในขณะนี้มี 2 ประเด็น คือ 1.ปัญหาเอกราช ดินแดน ข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงปัญหาเรื่องนโยบายการต่างประเทศที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งพันธมิตรฯ ไม่ได้มองเพียงเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่มองเป็นเกมการเมืองระหว่างประเทศ โดยมีประเทศมหาอำนาจคอยหนุนหลังกัมพูชาเพื่อหวังประโยชน์จากแหล่งพลังงาน พูดให้ง่ายคือเป็นลัทธิล่าอานานิคม ฉะนั้น พันธมติรฯ จะยังคงทำหน้าที่เฝ้ามองและติดตาม

“ผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจะจบลงอย่างไร ไม่มีใครทราบ แต่เราคิดว่าไม่น่าจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย”

ประพันธ์ บอกว่า 2.การเมืองและระบอบการเมืองที่เป็นอยู่ ควรได้รับการแก้ไขปฏิรูปชนิดถอกรากถอนโคน เพราะการเมืองที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ไม่สามารถสร้างความหวังให้ประชาชนได้ เพราะการเมืองยังถูกยึดกุมอำนาจโดยพรรคการเมือง และมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นเจ้าของพรรค ถือเป็นระบอบเผด็จการโดยพรรคการเมือง ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

“สส.เป็นเพียงเครื่องมือของพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างอิสระเพื่อรักษาอำนาจของประชาชน และตกอยู่ภายใต้มติเผด็จการของพรรค เพราะต้องใช้เงินของนายทุนพรรคเพื่อรักษาอำนาจ ส่วนคณะรัฐมนตรีเป็นตัวแทนของกลุ่มและพรรคการเมืองที่เข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์ หากมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคก็แบ่งตามโควตา ไม่ได้แบ่งกันทำงานภายใต้ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน”

ประพันธ์ บอกว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างพันธมิตรฯ กับพรรคการเมืองใหม่ (กมม.) นาทีนี้ถือว่าความสัมพันธ์ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน

เพราะหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคดำเนินการสวนทางข้อเรียกร้องของเสียงส่วนใหญ่ เมื่อไม่สอดคล้อง สมาชิกส่วนใหญ่จึงไม่ให้ความร่วมมือ โดยพรรคการเมืองใหม่ต้องการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมใหญ่ยังไม่เห็นด้วย ดังนั้นการทำหนังสือแจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้คัดค้านการลงเลือกตั้งของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรค จะส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองใหม่ แต่ไม่กระทบต่อพันธมิตรฯ เพราะประชาชนตัดสินใจแล้วว่าจะเดินตามแนวทางภาคประชาชนและสนับสนุนเรื่องการโหวตโน

“อนาคตพรรคการเมืองใหม่ที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนคงเป็นไปได้ยาก เพราะพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ ถือเป็นปฏิปักษ์ทางความคิด ประกอบกับพรรคมีสถานะที่ไม่เป็นเอกภาพ เพราะการบริหารแตกเป็น 2 ส่วน” ประพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ประพันธ์ บอกว่า หลายฝ่ายที่ตั้งคำถามว่านอกจากการรณรงค์โหวตโนแล้ว จะต้องมีการเสนอทางออกให้กับประเทศหรือไม่นั้น เชื่อว่าผู้ถามมีความเข้าใจที่สับสนและไม่อยากให้คนไปโหวตโน ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นสิทธิ์ของประชาชนในการแสดงออก เพราะเห็นว่าพรรคการเมือง 2 ฝ่าย 2 ขั้ว เป็นตัวเลือกไม่ได้ จึงออกไปใช้สิทธิ์โหวตโน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าโหวตโนเพราะอะไร และไม่ใช่หน้าที่ของผู้ไปใช้สิทธิที่จะต้องเสนอแผนปฏิรูป ต้องไปถามคนที่สมัครรับเลือกตั้งว่าจะมีแนวนโยบายอย่างไร

“ถ้าผู้มีอำนาจอยากฟังความคิดเห็นและเอาแนวทางเราไปปฏิบัติ เราก็พร้อมที่จะเสนอ การปฏิรูปประเทศต้องมาจากความเห็นพ้องต้องกันของคนในสังคม แต่ปัญหาเกิดจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีความจริงใจที่จะยอมรับในการเปลี่ยนแปลง เช่น จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะจุดที่มันกระทบกับผลประโยชน์ตัวเอง แต่ไม่สนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ลดทอนอำนาจของฝ่ายการเมือง”

ประพันธ์ ประเมินว่า ผลตอบรับจากการอัดแคมเปญรณรงค์โหวตโนที่ผ่านมา เชื่อว่าจะดีขึ้นตามลำดับ และจะทำให้เห็นถึงนัยยะทางการเมือง แม้จะไม่มีการรณรงค์ก็มีคนนับล้านเสียงพร้อมที่จะโหวตโน เพราะรู้ว่านโยบายทุกพรรคคือแจกเหมือนกัน และหากกลุ่มพลังเงียบออกมาใช้สิทธิ์กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนมากๆ จะเป็นการส่งสัญญาณกระแทกไปยังนักการเมืองได้

ไม่ไว้วางใจ 2 พรรคใหญ่

ประพันธ์ กล่าวว่า แม้จะเคยผ่านสมรภูมิการเลือกตั้งมาก่อน แต่สาเหตุที่ครั้งนี้ต้องออกมาคัดค้านการเลือกตั้ง เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์ในระบอบนี้มาก่อน จึงทำให้เข้าใจและรู้ซึ้งถึงปัญหาและจุดอ่อน หากไม่เคยและมานั่งเทียนพูด คงไม่สามารถอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งการรณรงค์โหวตโนไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อล้มระบอบประชาธิปไตย หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าระบบการเมืองที่เป็นอยู่ใช้ไม่ได้

“เรายังคงสนับสนุนให้ไปใช้สิทธิ์ ไม่ได้ต้องการให้ไปล้มระบอบด้วยการเอารถถังมาเพื่อทำการปฏิวัติ ไม่ได้เรียกร้องแบบนั้น หากมีประชาชนเสนอมาว่าระบอบนี้ใช้ไม่ได้ ต้องหยุดเว้นวรรคหรือให้ทหารปฏิวัติ มันเป็นความรู้สึกแสดงออกของ ปัจเจกบุคคลที่ไม่พอใจ ซึ่งย่อมแสดงออกได้ถ้าไม่พอใจและไม่ยอมจำนนกับระบอบที่เป็นอยู่ก็ควรเปลี่ยนแปลงระบอบที่ดีกว่านี้”

ประพันธ์ บอกอีกว่า แม้ในอดีตท่าทีของพันธมิตรฯ จะเคยสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องจมปลัก หรือเชียร์แบบไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่ดูข้อเท็จจริงว่าพรรคนี้ทำงานเป็นอย่างไร แต่เมื่อเลือกแล้วและไม่เป็นอย่างที่หวังหรือตามโฆษณาไว้กับประชาชน ก็เป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะหันหลังไม่สนับสนุน ดังนั้น ความกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ถือว่าน่ายกย่องชื่นชม ดีกว่าเชียร์โดยไม่คำนึงผลประโยชน์ชาติ

สำหรับพรรคไหนที่เหมาะสมให้เข้ามาบริหารประเทศต่อไปในอนาคตนั้น ประพันธ์ บอกว่า ที่ผ่านมาประชาชนเคยให้โอกาสพรรคการเมืองทั้ง 2 ขั้วมาแล้ว เช่น พรรคเพื่อไทย ก็ได้ผ่านการทดสอบการบริหารประเทศชาติมาอย่างยาวนาน แต่อุดมการณ์และจุดยืนยังยึดติดอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังคงบงการและชี้นำพรรคการเมืองนี้ได้ และไม่สำนึกกับสิ่งที่ทำไป ส่วนประชาธิปัตย์ที่ได้รับโอกาสบริหารประเทศมากว่า 2 ปี ล้วนผ่านการทดสอบในสายตาของประชาชนมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้น ประเมินแล้วทุกฝ่ายไม่อยู่ในฐานะที่ไว้วางใจได้ 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท